แสวง จวกพรรคการเมืองโยนบาป กกต. เห็นกติกาไม่เป็นธรรม กลับไม่แก้จุดบกพร่อง ย้ำเลือกตั้งเป็นผลร่วมกับประชาชน กกต.มีหน้าที่รายงานผล-ทำตาม กม. พร้อมดันไอโหวต ทดลองใช้ท้องถิ่น
เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมทบทวนวิทยากรหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพประจำปี 2569 รุ่นที่ 2 ภาคกลางและภาคใต้ว่า ประเทศไทยใช้การเมืองนำทุกเรื่อง คนชนะกินรวบ ซึ่งมีปัญหาพอสมควร
นายแสวง กล่าวว่า เมื่อวาน(28 เม.ย.) ได้ไปชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ตนชี้แจงว่า จริงๆ ประชาธิปไตยเป็นฐานหนึ่งของการเลือกตั้ง และผลของการเลือกตั้งก็เป็นสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน
ประชาชนกลุ่มหนึ่ง อาสามาเป็นกปน.ครั้งที่แล้ว 1.6 ล้านคน ประชาชน 52 ล้านคนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประชาชนส่วนหนึ่งอาสาเป็นสื่อเป็นผู้สังเกตการณ์ แต่กกต.ไม่มี สิ่งที่ทำร่วมกันเป็นกลุ่มก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันเป็นกลุ่ม กกต.เป็นเพียงคนรายงานผลสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน เลือกตั้งอย่างไร ท่านจะไปซื้อเสียงอย่างไร กปน.จะทำผิดอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราออกแบบกฎหมาย
กกต.ออกแบบร่วมกับประชาชน ให้ประชาชนดูแลประเทศร่วมกัน กปน.ทำผิด ท่านทักท้วง เราตรวจสอบคนซื้อเสียง นักการเมืองกับประชาชนซื้อเสียง มีคนนำมาร้อง เราตรวจสอบ กกต.มีหน้าที่นำสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกันแล้วมารายงานประชาชนว่าใครชนะเลือกตั้ง ใครทำผิด
“ระบบการเลือกตั้งของเรา ออกแบบมาแข็งแรงมาก ไม่มีใครจะแทรกแซงได้ ไม่ว่ากกต. 7 คนหรือเลขาฯกกต. หรือผู้ยิ่งใหญ่จากบ้านใหญ่ที่ไหน แต่ถ้าเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เป็นเรื่องที่เพิ่มขึ้นนอกกรอบ ผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศคือประชาชน ท่านเป็นคนทำร่วมกันเมื่อเวลาเลือกตั้ง ไม่ได้เกี่ยวกับกกต.เลย กกต.มีหน้าที่รายงานผล หากทำผิดก็ไปดำเนินการตามกฎหมาย กกต.เห็นรู้เท่าประชาชนในวันเลือกตั้ง ไม่ได้เห็นมากกว่า”
นายแสวง กล่าวว่า จากที่ทำงานกับพรรคการเมือง มองว่าพรรคการเมืองไม่ได้สนใจกฎหมายพรรคเท่าไหร่ ถ้าสนใจ กฎหมายพรรคน่าจะดีกว่านี้ ซึ่งการแก้ไขเป็นหน้าที่ของสภาฯ หรือสส. แต่เมื่อมีอำนาจก็ไม่เห็นจะมาแก้กฎหมายพรรคการเมือง ให้ดีขึ้นหรือร่างกฎเกณฑ์แข่งขันที่เป็นธรรม
“บางอย่างท่านได้รับผลจากการกระทำก็ส่วนหนึ่ง ได้รับผลจากกฎหมายในการแข่งขันก็ส่วนหนึ่ง แต่เวลาแพ้ ก็ลงมาที่กรรมการทุกครั้ง ทั้งที่กรรมการมีหน้าที่ทำตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายยังไม่แก้ เราก็ต้องตัดสินแบบนั้นทุกครั้ง เพราะเราใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยปัญหา”
นายแสวง ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาสำนักงานกกต.เคยเสนอการแก้ไขพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างพรรค เพราะในการแข่งขันก็ถูกจับตามองจากสังคมว่าคนคุมกติกาไม่เป็นธรรม กกต.ก็ถูกตรวจสอบ
ดังนั้น กติกาต้องเป็นธรรม ถ้าเห็นว่าอะไรที่ไม่เป็นธรรม ก็อยากให้สส.แก้ไข แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ตนอยากให้สส. และพรรคในฐานะผู้ใช้กฎหมายและรู้ข้อบกพร่อง มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่พอมีการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ก็มาโทษกกต.ในฐานะกรรมการว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง
“ผมพูดเฉพาะการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเป็นคนเลือกตั้ง เป็นส่วนที่ประชาชนทำร่วมกันมา โดยมีผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 52 ล้านคน มีกปน. 1.6 ล้านคน และส่วนที่เหลือเป็นสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ทำหน้าที่ตรวจสอบกันและกัน ส่วนกกต.เป็นเพียงแค่ผู้รายงานผลการเลือกตั้งให้สาธารณชนทราบ”
นายแสวง ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงกรณีสส.มุ่งเน้นแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าแกนแก้ไขปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายการเลือกตั้ง
ส่วนที่เรียกร้องให้นำไอโหวต หรือการลงคะแนนเลือกตั้งผ่านด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้นั้น นายแสวงกล่าวว่า เป็นแนวคิดที่กกต.พยายามจะเสนอใช้ในการเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสส. อย่างไรก็ตาม กกต.อาจนำระบบไอโหวต มาทดลองใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นไปก่อน เพราะทำได้เลยโดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย