พรรคประชาชน ย้ำ 3 หลักการ เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้คำวินิจฉัยศาลรธน. ขัดหลักประชาธิปไตย จวก รธน. 60 ปุ๋ยชั้นดีให้ระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ร่วมกับภาคประชาชนถึงแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่โดยเร็วที่สุด ซึ่งพรรคประชาชนมีข้อเสนอ ดังนี้

1.พรรคประชาชนและภาคประชาชนเห็นตรงกันว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้ออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมามากที่สุด โดยยังต้องคงหลักการ 3 ข้อไว้ด้วยกัน ได้แก่
- หลักการข้อแรก คือ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้เราจะอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568
- หลักการข้อสอง คือ เราต้องป้องกันการผูกขาดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- หลักการข้อสาม คือ ไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษกับสว. สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในการโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตลอดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
2.พรรคประชาชนพร้อมจะเสนอและผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่ยึดกับหลักการทั้ง 3 ข้อก่อนหน้าเข้าสู่รัฐสภา ตามผลการออกเสียงประชามติของประชาชน
3.พรรคประชาชนพร้อมจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วนไปสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เสนอเข้ามา ตราบใดที่ร่างของพรรคการเมืองอื่นๆ นั้น สอดคล้องกับหลักการข้างต้นทั้ง 3 ข้อ
4.พรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนภาคประชาชน ในการรวบรวมอย่างน้อย 5 หมื่นรายชื่อของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยภาคประชาชน
5.พรรคประชาชนและภาคประชาชนเห็นตรงว่า ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วนในสังคม ควรต้องมีส่วนร่วมในการรณรงค์และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้

ด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการและผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) กล่าวว่า รัฐบาลจําเป็นต้องประกาศโรดแมปเกี่ยวกับกระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด เช่น อย่างน้อยต้องมีประชามติอีกสองครั้ง มีกระบวนการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญใหม่เป็นอย่างไร
ซึ่งกระบวนการอาจจะเสร็จเร็วในระยะ 2-3 ปี หรือเสร็จช้าไม่ทันรัฐบาลนี้ แต่ย้ำว่าประชาชนจําเป็นต้องรับรู้ล่วงหน้า เพื่อจะเตรียมตัวในการมีส่วนร่วม
“ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนต้องไม่มีอิทธิพลมากไปกว่าคนอื่นในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และยังมีคดีติดพันตัวเองอยู่ว่ามาโดยสุจริตถูกต้องหรือไม่ สว.ไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอํานาจเหนือ สส. และประชาชนในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไรก็ตาม หากร่างที่พรรคการเมืองเสนอไม่ได้มีส่วนร่วมของประชาชน เราคงต้องใช้สิทธิ์ของประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างฉบับอื่นเข้าแข่งขัน” นายยิ่งชีพ กล่าว

ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ในภาพใหญ่รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้พาประเทศมาสู่ระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน โดยเปิดช่องให้รัฐบาลฮั้วกับองค์กรอิสระได้ โดยใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ
เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดวิธีการเลือก สว. ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และมาจากการเลือกกันเอง ถือเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง สามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงของวุฒิสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ
และในเมื่อรัฐธรรมนูญออกแบบให้วุฒิสภามีอำนาจชี้ขาดบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ดังนั้น หากฝ่ายการเมืองที่เข้าควบคุมเสียงวุฒิสภานั้นเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ประชาชนก็ย่อมมองได้ว่า รัฐบาลนั้นอาจคุมเสียงในองค์กรอิสระได้ด้วยเช่นกัน
“รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงินที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ ด้วยการควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดให้สำเร็จ เราจึงกังวลใจว่า ระบอบสีน้ำเงินจะทำทุกวิถีทางให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สำเร็จ หรือพยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้เงื่อนไขให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่และการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
พรรคประชาชนจะทำเต็มที่ในระบบรัฐสภา เพื่อให้ประเทศเรามีระบบและกติกาการเมืองที่เป็นธรรม มีส่วนร่วมของประชาชน และหลุดพ้นจากระบอบสีน้ำเงิน แต่คงไม่อาจสำเร็จได้ หากไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเงื่อนไขเรื่องอำนาจของ สว. นั้น พรรคประชาชนไม่ได้ตัดอำนาจ สว. เพราะอำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ในกรณีดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีบทบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ
และเมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนส่งไปทำประชามติ เราคิดว่าอย่างน้อย สส. กับ สว. ควรมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่าเทียมกัน ไม่ควรเพิ่มสิทธิกำหนดให้ต้องมีเสียง สว. เกินสัดส่วนเท่าไร จึงจะส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อถามประชามติกับประชาชนได้
พรรคประชาชนจึงยืนยันหลักการที่สอดคล้องกับภาคประชาชนว่า ไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. โดยยึดเกณฑ์เดิม คือ ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา แต่หากมีฝ่ายที่เห็นต่างก็ควรนำมาปรึกษาหารือกันในระบบรัฐสภา
เมื่อถามว่า สูตร 20 หยิบ 1 ที่เคยมีในร่างแก้ไขก่อนหน้านี้จะยังมีอยู่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมี 3 หลักการสำคัญ คือ เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน เพิ่มกฎเกณฑ์ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. เราจึงอาจต้องนำหลายร่างที่เคยเสนอไปมาทบทวนปรับปรุงให้สอดคล้องกับ 3 หลักการนี้เพื่อยื่นกลับเข้าไป
ขณะที่รูปธรรมของหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น คือ การมีคูหา เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนรูปแบบของคูหาจะเป็นเช่นไร เมื่อเข้าสู่การประชุมของ สส. และมีข้อสรุปชัดเจนก็จะสามารถแถลงรายละเอียดให้ทราบได้
ยืนยันได้ว่าการมีคูหาไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว และมองว่าคำวินิจฉัยขัดต่อหลักการประชาธิปไตย รวมถึงขัดต่อคำวินิจฉัยในปี 2564 ที่บอกว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้น เราต้องยืนยันว่าเป็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตยและขัดแย้งกันเอง
“แม้กระทั่งร่างที่พรรคประชาชนเคยเสนอไปในวาระ 1 เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาที่ปรึกษาโดยตรง และกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้อม อย่าลืมว่าเวลานั้นสมาชิกรัฐสภา รวมถึงเสียง สว. เกิน 1 ใน 3 ก็เห็นชอบรับหลักการร่างของพรรคประชาชน
จึงยืนยันได้ว่าร่างดังกล่าวไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และไม่อยากให้ฝ่ายใดนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นเกราะกำบังความพยายามในการลดการมีส่วนร่วมของประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคืออะไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ คือตัวรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เพราะการออกแบบกติกาตั้งแต่สมัย คสช. ป้องกันไม่ให้เกิดการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดยกำหนดว่าการแก้ไขใดๆ ต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ สว. รวมถึงการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่สร้างอุปสรรค ทั้งเรื่องจำนวนการทำประชามติ และการเลือกผู้ร่าง
แต่สิ่งที่จะทลายอุปสรรคดังกล่าวได้ คือ พลังของประชาชนทั่วประเทศที่สะท้อนผ่านการออกเสียงประชามติ หากยังมีพลังของประชาชนผลักดันกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการทลายอุปสรรคเหล่านี้
เมื่อถามว่า หลังการจัดทำรัฐธรรมนูญไม่บรรลุผลตาม MOA ที่ทำไว้กับพรรคภูมิใจไทย จะโน้มน้าว สว. หรือพรรคการเมืองอื่นอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังการทำ MOA คือเสียงของประชาชนในการออกเสียงประชามติ 21 ล้านเสียงที่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
หลักการทั้งหมดอยู่ใน 3 ข้อที่เราแถลงไปแล้ว ตราบใดที่สมาชิกรัฐสภาและทุกฝ่ายการเมืองให้ความสำคัญ รวมถึงความเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนที่อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน หลักการทั้ง 3 ข้อที่เราวางไว้ ไม่น่าจะขัดแย้งกับความเห็นใดๆ ของทุกภาคส่วน ย้ำว่าเราพร้อมที่จะสนับสนุนร่างแก้ไขของพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยหากไม่ขัดต่อหลักการทั้ง 3 ข้อดังกล่าว