สิริพงศ์ แจ้ง นายกฯ สั่งการ คมนาคม เร่งสรุปสางปมทุกข้อสงสัย เหตุรถไฟชนรถเมล์ เผย เป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก ย้ำ เงินเยียวยา ไม่ต้องเข้า ครม. เคาะผู้ เสียชีวิต 2.39 ล้าน คนเจ็บ 1 ล้าน
19 พ.ค. 69 – ที่พรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (19 พ.ค.) ว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม คือ กรณีเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมานั้น นายกรัฐมนตรี พูดในที่ประชุมว่าเป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก

ขอให้ กระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินการให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย เนื่องจากแต่ละวันจะมีพยานหลักฐานใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีคำถามจากภาคสังคมเข้ามา จึงสั่งการให้ กระทรวงคมนาคม รีบสรุปประเด็นต่างๆ
เช่น พนักงานขับรถไฟอยู่ในห้องขับหรือไม่ การที่พนักงานขับรถไฟเสพยาเกิดความบกพร่องส่วนใดบ้าง เพราะรัฐบาล ให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติด ทั้งหมดนี้ ขอให้ดำเนินการตรวจสอบให้ครบถ้วน
ทั้งนี้ ในส่วนของเงินเยียวยา ไม่ต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะเป็นส่วนของกระทรวงคมนาคม ที่จะดำเนินการ ซึ่งมีส่วนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่จะนำมาจากกองทุนต่างๆ โดยคดีนี้กรณีผู้เสียชีวิต จะอยู่ที่ประมาณ 2,390,000 บาท ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ วงเงินสูงสุด อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคม ได้รายงาน นายกรัฐมนตรี ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว น่าจะสรุปผลได้ในวันนี้ (19 พ.ค.) และนำรายงานได้ไม่เกินวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค.)
ส่วนประเด็นเรื่อง ใบอนุญาตขับรถไฟ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ว่ากรมรางไม่ออกใบอนุญาต แต่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง เป็นกฎหมายใหม่ ที่ต้องมีการดำเนินการ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา และมีเวลา 120 วัน ซึ่งจะทยอยทำเรื่อยๆ แต่หากเอาเฉพาะกรณีนี้ ยังไม่มีการยืนยันตัวเองกับกรมราง และมีบางส่วนที่ทยอยทำ แต่ในทางปฎิบัติบุคคลนี้มีใบขับขี่ของการรถไฟฯที่ออกให้
อย่างไรก็ตาม ใบอนุญาต ที่ออกจากกรมราง จะไม่ใช้เป็นส่วนในการพิจารณาโทษของกรณีนี้ หมายความว่า ความผิดฐานไหนก็ดำเนินการในฐานนั้น แต่เรื่องที่กรมราง ยังไม่ออกใบอนุญาต เพราะกฎหมายยังมีเวลาอีก 60 วัน จึงจะไม่นำเรื่องนี้มาร่วมพิจารณาด้วย
สำหรับ กรณีตรวจพบสารเสพติดของ พนักงานขับรถไฟ ดังกล่าว นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาอาจจะพูดเรื่องทักษะเป็นหลัก แต่ในอนาคต จะต้องมีการพูดคุยเรื่องสารเสพติดด้วย

เมื่อถามว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย บอกว่า อัตรากำลังน้อย จะต้องเพิ่มอัตรากำลัง อย่างไรหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ต้องดูเรื่องโครงสร้าง เพราะน่าจะปี 2540 กว่าๆ ที่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การลดขนาดของภาครัฐ มีการกำหนดอัตราเกษียณ และอัตราทดแทน
ซึ่งในอดีตอาจมองว่า มีอัตรามากเกินไปต่อภาระหน้าที่ หากดูในข้อเท็จจริง จะมีการตั้งคำถามเยอะแยะ แต่ถ้าดูว่าตรงไหนมีปัญหา หรือขาดอะไร ค่อยไปดูตรงนั้น
ซึ่ง ผู้ว่าฯรฟท. มีการเสนอปรับโครงสร้างเข้ามาแล้ว ส่วนจะปรับปรุงหรือเพิ่มอัตราได้หรือไม่ ต้องดูก่อน และต้องคุยกับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ด้วย เพราะงบประมาณมีค่อนข้างจำกัด จึงต้องดูว่า จะใช้เป็นอัตรากำลัง อัตราจ้างเหมา หรือลักษณะของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยซึ่งมีหลายวิธี
นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ทาสีใหม่แล้วตามจุดตัดทางเชื่อมต่างๆ โดยเฉพาะจุดตัดที่มีความเสี่ยงสูง อย่างจุดเกิดเหตุก็ทาสีเรียบร้อย การเช็กสภาพจราจรก็เรียบร้อยดี
นายสิริพงศ์ ยังขยายความถึงกรณี ที่ให้คำจำกัดความว่า รางรถไฟ ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย จากกรณีว่ามีชายคนหนึ่งไปยืนปัสสาวะบนรางรถไฟ จนถูกชนบาดเจ็บว่า รถไฟยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่รางรถไฟไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย
“ไม่ใช่ปวดปัสสาวะ แล้วจะสามารถเข้าไปปัสสาวะบนรางรถไฟได้ ไม่ใช่ว่า อยากเดินเล่น ก็เข้าไปเดินเล่นบนรางรถไฟ แบบนั้นไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะตรงที่ไม่ใช่ทางเชื่อม ซึ่งเป็นจุดที่รถไฟวิ่งตามปกติ
จึงขอฝากประชาชนไว้ด้วย คำที่บอกว่า รางรถไฟ ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย ไม่ได้หมายความว่า ไม่ปลอดภัยกับผู้โดยสาร แต่หมายความว่า ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่จะเข้าไป เหมือนกับการข้ามถนน เพราะถนนก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย สำหรับคนที่เดินข้ามแบบไม่ระวัง” นายสิริพงศ์ กล่าว
ส่วนการประสานงานกับตำรวจจราจร เรื่องการให้สัญญาณไฟจราจร บริเวณจุดตัดทางรถไฟที่ใกล้กับแยก จะต้องมีการหารือถึงการบริหารจัดการร่วมกันหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้ ตำรวจก็มีความเข้มข้นเรื่องนี้อยู่แล้ว พร้อมยอมรับว่า ความเข้มข้นอาจลดน้อยลงบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำเป็นปกติ คือช่วงที่การจราจรแออัด จะต้องทำให้เข้มข้นเป็นปกติ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ล่าสุดทราบว่า บริเวณจุดตัดทางรถไฟหลายจุด รวมถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ ได้มีการทาสีสัญลักษณ์บนถนนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณจุดตัดที่มีความเสี่ยงสูง
เมื่อถามว่า จะต้องมีการเพิ่มขนาดของไม้กั้น และเสริมความแข็งแรง นายสิริพงศ์ ระบุว่า ขณะนี้มีการพิจารณาอยู่ รวมทั้งจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบ แต่อาจจะยังไม่ใช่ในระยะเวลาอันใกล้ เพราะเป็นขั้นตอนตามระบบราชการ แต่ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือการบริหารจัดการบุคคล
ซึ่งระหว่างที่กำลังรองบประมาณ ก็ยังมีสถาบันนวัตกรรมราง ที่ก่อนหน้านี้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด เชื่อมโยงกับ AI และสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การเชื่อมโยงกับสัญญาณไฟจราจร ส่วนเรื่องรางรถไฟ ที่จะต้องเป็นระบบอัตโนมัติ จะเป็นขั้นตอนการดำเนินการระยะกลาง อาจต้องใช้เวลา 1-2 ปี