หม่อมกร เปิดตัวชิง ผู้ว่าฯกทม. ขอเป็น “แม่ทัพ” ปรับปรุงกรุงเทพฯ เปลี่ยนจุดเสี่ยงเป็นจุดแข็ง ยกระดับเป็นเมืองปลอดภัยระดับโลก ดึงAI รับมือแผ่นดินไหว- น้ำท่วม ด้วยเมืองฟองน้ำ
24 พ.ค. 69 – ที่สมาคมธรรมศาสตร์ (สาทร) ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เปิดตัว ลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้สโลแกน “กรุงเทพฯมีความพร้อมแค่ไหน ในการยกระดับเป็น เมืองปลอดภัยของโลก
พร้อมเปิดตัวทีมงาน ผู้ว่าฯกทม. อาทิ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ดร.อาทิตย์ เล่าสกุล พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย พล.ต.นพรัตน์ แป้นแก้ว ดร.อภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์ และดร.ปัณชัย แดงอร่าม

ม.ล.กรกสิวัฒน์ แสดงวิสัยทัศน์ว่า ในฐานะคนที่เกิดที่นี่ เห็นว่า “กรุงเทพฯ คือบ้าน ที่ต้องยืนรับแรงกระแทกจากพายุปัญหาภายนอกประเทศและ ภายในประเทศ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนกรุงเทพฯบอบช้ำอย่างมากเกินกว่าจะทนรับได้อีกต่อไป
ถึงเวลาแล้วที่ ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ จะต้องลุกขึ้นมาเป็น “แม่ทัพ” ไม่ใช่ “แม่บ้าน” ปรับปรุงกรุงเทพฯให้เป็น “ป้อมปราการ” ที่ปกป้องชีวิตคน กทม. เป็น “ที่พึ่งพิง” ที่ไว้ใจได้ที่สุด ผู้ว่าฯคนใหม่ต้องนำพาคนกรุงเทพฯให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ให้ได้อย่างปลอดภัย
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวต่อว่า กรุงเทพฯ ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ทั้งไทยและต่างชาติ ด้วยความพร้อมป้องกันภัยระดับสูงสุด โดยยกระดับ กรุงเทพฯ เป็นเมืองปลอดภัยระดับสากล ระบบรักษาความปลอดภัยและการเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกรูปแบบ

เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนว่า ไม่ว่า โลกจะขัดแย้งเพียงใด กรุงเทพฯ พร้อมนำระบบ AI มาใช้ค้นหาอาชญากรที่มีหมายจับไทย และหมายจับตำรวจสากล ใช้ระบบจดจำใบหน้าร่วมกับกล้อง CCTV ระบบจะแจ้งเตือนเมื่อพบผู้ที่ใบหน้าตรงกัน
ซึ่งกทม. ต้องมีสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เจาะไม่ได้ ป้องกันการล้วงข้อมูลจากคอลเซนเตอร์และสแกมเมอร์ เราสามารถติดตั้งกล้องวงจรปิด โดยติดจากห้างร้าน เอกชน 5 แสนตัว โดยที่ กทม.ไม่ต้องใช้เงินเลย เห็นหรือไม่เราก็ทำได้
ดังนั้น ก่อนจะ ทำงาน ทำงาน เป็นคิดดีกว่าก่อนทำหรือไม่ รวมทั้งการประกาศสงครามกับยาเสพติดใน กทม.ให้โรงเรียนใน กทม. เป็นโรงเรียนสีขาว มีการสุ่มตรวจยาเสพติดตลอดเวลา

ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า หากตนเป็น ผู้ว่าฯกทม. คนใหม่ เปลี่ยนชุมชนจาก “จุดเสี่ยง” เป็น “จุดแข็ง” และรับมือภัยพิบัติที่พยากรณ์ไม่ได้ ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม เพราะไม่ใช่เรื่อง “เผื่อว่าจะเกิด” แต่เป็นเรื่อง “จะเกิดเมื่อไหร่” ก็ได้
ดังนั้น กรุงเทพฯ ต้องร่วมกับ รัฐบาล ในการเตือนภัยให้ถึงมือถือประชาชนทันที ทั้งนี้การเตรียมรับมือแผ่นดินไหว จะต้องปรับปรุงโครงสร้างอาคารเก่าของ กทม ให้ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 7 ริกเตอร์ เพื่อเป็นป้อมปราการรองรับผู้ประสบภัยได้อย่างมั่นคง มีการซ้อมรับมือภัยธรรมชาติล่วงหน้าในทุกรูปแบบ
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการบรรเทาน้ำท่วม ด้วยนโยบาย กทม “เมืองฟองน้ำ” น้ำส่วนเกินไหลลงฟุตบาทที่น้ำซึมผ่านได้ การจัดการสวนสาธารณะให้เป็น “แก้มลิงอัจฉริยะ” ที่เก็บน้ำรอระบาย แทนที่จะเก็บไว้บนถนนอย่างที่ผ่านมา ก็ทำไว้ใต้สวนฯ เพื่อให้นำระบายซึ่ง ผู้ว่าฯกทม. ที่ผ่านมา ไม่ได้ทำเลย นอกจาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าฯกทม. ที่ทำไว้ 4 แห่ง

นอกจากนั้น เพื่อลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ดูดเลนในคูคลอง เช่น คลองแสนแสบ ลาดพร้าว คลองเปรมประชากร พร้อม AI บริหารสถานีสูบน้ำปลายทางให้มีอัตราการไหล ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝน
โดย ผอ.สำนักระบายน้ำต้องสแตนด์บาย24 ชม. และจะเปลี่ยนน้ำเสียเป็นเป็นน้ำใส เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำใหม่ได้ในอนาคต รณรงค์ลดการทิ้งขยะในคลอง ไม่เช่นนั้นคลองจะกลับมาตื้นเขินใน 3 ปี
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวอีกว่า รวมถึงการรับมืออัคคีภัยในตึกสูง ที่มีจุดเสี่ยงจำนวนมากและรถดับเพลิงเข้าไม่ถึง เราจึงใช้ระบบดับเพลิงแบบเดิมๆไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ต้องทำวันนี้คือต้องพึ่งโดรนดับไฟ รวมถึงการช่วยเหลืออพยพทางอากาศบนตึกสูง เพราะถ้าเราจะขายการท่องเที่ยว ขายความปลอดภัยของโลกเราต้องมีทีมกู้ภัยทางอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวย้ำว่า ส่วนการแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพ ตนจะใช้ AI จัดการการจราจร 578 แยกทั่วกรุงเทพฯ คืนเวลาชีวิตให้คนกรุง ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ 60,000 ล้านบาทต่อปี เป็นเรื่องที่ต้องเกิดในยุคของตนให้ได้ รวมถึงกระตุ้นการท่องเที่ยวกลางคืนให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครที่ไม่เคยหลับ
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า มีการเชื่อมต่อการจราจร โดยมีบัตรเดียวใช้ได้ทุกขนส่งทั้งรถไฟฟ้ารถเมล์ สามารถเดินทางได้ทั่วกรุงเทพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมืองใหญ่ที่ทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อความสะดวกและปลอดภัย
เพราะจากที่เกิดเหตุ รถไฟชนรถเมล์ ทำให้ตนอายมาก ดังนั้นถ้าตนมีอำนาจ จะไม่มีรถไฟชนรถเมล์อีกต่อไป และกรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองไร้ขยะ จากขยะที่ถูกทิ้ง สู่ขุมทรพย์ของเมือง (Waste To Wealth) ทั้งขยะเปียก ขยะรีไซเคิล คือรายได้
และ กทม.ต้องคืนพื้นที่ปลอดส่วย จัดการมาเฟีย และปิดช่องโกง และให้ประชาชน ร่วมตรวจสอบงบฯ ของกรุงเทพฯ เพื่อลดโอกาส คอร์รัปชั่น โดยเปิดให้ร้องเรียนต่อ ผู้ว่าฯ โดยตรงเท่านั้น
“ผมเชื่อว่า คนกรุงเทพฯ ตระหนักดีว่า เรากำลังเผชิญกับภาวะวิกฤต และในยามวิกฤต ผู้ว่าฯกทม. ไม่ใช่แค่ผู้บริหารของเมือง ที่ดูแลข้าราชการทำงานประจำ แต่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ และผู้ปกป้องประชาชนที่เที่ยงธรรม
ดังนั้นขอให้ทุกคนเดินไปกับผม เพื่อเปลี่ยนอนาคตของกรุงเทพฯ เปลี่ยนอนาคตของพวกเรา เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าของทุกคน ยืนยันว่า ผมไม่มีแบ็คอัพ เพราะแบ็คอัพของผม คือพี่น้องประชาชน” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว