นายกฯ มอบนโยบายทูต 24 ปท. เร่งเดินหน้าการค้า FTA ไทย-EU ดันการทูตเชิงรุก 2.0 ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก ย้ำทูไทยมีจุดแข็ง ตัวเลือกที่ดีที่สุดน่าเข้ามาลงทุน

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ที่ห้อง Salon Foch ชั้น 1 Le Cercle de l’Union interalliée กรุงปารีส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป

โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม(อว.) และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม

มีเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และ ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต รวม 24 ประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและมอบนโยบายในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับภูมิภาคยุโรป

โดยนายกฯ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังเสียงสะท้อนในการขับเคลื่อนนโยบายว่า ทุกคนคือบุคคลที่สำคัญในฐานะตัวแทนของประเทศไทยในการใช้บทบาทเชื่อมประเทศไทยกับคนไทยและผู้คนในประเทศ ในกานดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต ท่ามกลางสภาวะภูมิรัฐศาสตร์และโอกาสใหม่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ในยุโรปไม่ใช่เพียงประเทศคู่ขา แต่ต้องมองในบริบทที่โลกแคบลง

ตนเน้นย้ำอยู่เสมอคือเมื่อใดที่มีอำนาจในการเจรจาสูง ประเทศที่ได้รับผลในเชิงบวกประเทศไทย เรามีภูมิศาสตร์อยู่ที่กึ่งกลางของอาเซียน มีโอกาสก้าวกระโดดถ้าเราวางเข็มทิศให้ถูกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศมหาอำนาจมีปัญหากันเอง แต่อาเซียนยังมีความมั่นคงแข็งแกร่งและมีจำนวนประชากรที่มีศักยภาพในการที่จะพึ่งพาตนเองและทำให้ประเทศของเราเจริญเติบโต

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนได้หารือกับ นายสีหศักดิ์ เสมอว่าการทูต 2.0 คือการทูตที่จับต้องได้ เป็นการทูตเชิงรุกที่รักษาสมดุลท่ามกลางความขัดแย้งของโลก โดยให้ความสำคัญกับ 4 เสาสำคัญ คือ การทูตเพื่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม ในเรื่องความมั่นคง

เชื่อว่ารัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมได้วางตำแหน่งของประเทศไทยไว้ในสถานะที่เราพูดได้ว่าประเทศของเราวันนี้มีความปลอดภัย ทั้งจากการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศใกล้เคียง เราสามารถสำแดงศักยภาพให้เห็นได้ว่า ไม่ใช่ประเทศที่ใครจะมาบุกรุกหรือคุกคามใดๆต่ออธิปไตยของได้ และสถานการณ์ในช่วง 1 ปีกว่า เราต้องสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับประเทศ

 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยพูดคุยกับนักการเมืองคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ถูกแบนอยู่ ตนคิดเหมือนกันกับท่านว่าทำไมโลกยุคสมัยนี้ยังต้องมารบกัน โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กกว่าแค่นั้นก็ตายแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศมากมาย แต่บางทีความความเชื่อของเราในด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่เพียงพอ เวลามีความขัดแย้งแล้วปะทุขึ้นมาถึงขั้นต้องสู้รบกัน

สิ่งที่จะทำให้ประเทศของเรามีความหน้ายำเกรงและทำให้คนที่จะคิดใช้กำลังทางการทหารในในการสู้รบกับเรา ก็คือความพร้อมทางด้านการรบของประเทศไทย ในสถานะที่เป็นหัวหน้าพรรคและมีความคุ้นเคย ในพื้นที่ที่เลือกตั้งของตน ทำให้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีอยู่ในพื้นที่ ได้เห็นความไม่ปราณีของคู่กรณีโดยอาวุธ และเมื่อมีโอกาสเข้ามาในรัฐบาล ได้พูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงและสนับสนุนนโยบายด้านการดำเนินงานของฝ่ายความมั่นคง

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ตนเข้ามาเป็นนายกฯ เข้าเดือนที่ 8 แล้ว ได้พูดคุยกับฝ่ายการทหารและฝ่ายความมั่นคง พบว่าด้านนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่สิ่งที่น่าห่วงคือเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้นภารกิจของเอกอัครราชทูต คือต้องทำให้ประเทศต่างๆ ได้รู้ว่าไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

ไม่ใช่เพราะเราเป็นประเทศที่มีแรงงานถูก แต่เป็นประเทศที่มีความพร้อม มีห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ที่ทำให้เขามั่นใจว่าสามารถขยายกิจการและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และในสถานะเอกอัครราชทูต ในภาคเอกชนถือว่าเป็น Director Marketing (ผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบการวางแผน)

นายกฯ กล่าวด้วยว่า เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ น่าจะทำให้ทูตฯไปพูดคุยกับผู้ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนหรือมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศไทย ด้วยความมั่นคงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น หากติดตามในโซเชียล จะเห็นว่ามีการปะทะคารม มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มากมาย นั่นเป็นเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสาร

แต่ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ ถือว่ามีความมั่นคงมากพอสมควรที่จะทำให้ เราดำเนินนโยบายต่างๆ อย่างต่อเนื่องได้ ประเทศไทยมีความพร้อมทำให้นานาชาติเห็นว่า เรากำลังยกมาตรฐานในเรื่องของการเป็นประเทศที่เชื่อถือได้ ในระดับที่เป็นสากล โดยเรากำลังเดินหน้า การยกระดับมาตรฐานสู่องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD )

รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับกฎหมายและมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับ OECD เพื่อสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD เร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี นอกจากนี้ยังต้องเร่งเครื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป เนื่องจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและการค้า เปิดโอกาสให้สินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น

โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตหลายประเทศ ได้สะท้อนว่า ไทยกลับมาเป็นที่สนใจ เรียกว่า อยู่ในเรดาร์ของนานาชาติ เพราะไทยไม่ใช่เพียงประเทศผู้ผลิตสินค้า แต่เป็น หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) ขณะเดียวกัน ให้ข้อมูลด้วยว่า ประเทศที่ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไปก่อนหน้านี้ ต่างมียอดการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมากขึ้นอย่างมาก

ด้านนายกฯ กล่าวอีกว่า จากการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำในกลุ่มอาเซียน เมื่อครั้งการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ พบว่าทุกประเทศต่างปักหมุดให้ ความมั่นคงทางอาหาร เป็นวาระแห่งภูมิภาค ซึ่งประเด็นนี้ ไทยต้องมีความพร้อมและทำให้ทั้งโลก เห็นว่านี่คือความเข้มแข็งของประเทศไทย

ทั้งนี้ ในช่วงต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมและเวทีระดับโลกหลายรายการ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอยู่ในสปอตไลท์โลกมากขึ้น ได้แก่ 1.งาน Gastech 2026 นิทรรศการด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงเดือนก.ย.นี้ 2.การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank–IMF Annual Meetings 2026) ช่วงเดือนต.ค.นี้

และ 3.งานประชุมสุดยอดสุขภาพโลก (Global Wellness Summit) ในเดือนพ.ย.นี้ จึงขอให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ช่วยประชาสัมพันธ์และต่อยอดโอกาสดังกล่าว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย

นายกฯ กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน และภาคเอกชนที่เข้มแข็ง เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)และสถานเอกอัครราชทูตไทยในยุโรป ทำงานในรูปแบบทีมไทยแลนด์ ความคล่องตัวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่แถวหน้าของเวทีโลกต้องสำเร็จอย่างแน่นอนาต

ด้านนายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ ไทยพร้อมต้อนรับการค้า การลงทุน รัฐบาลพัฒนา ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน โดยทำงานร่วมกับนายยศชนันเพี่อจัดหลักสูตรการศึกษา สร้างทักษะกำลังคน รวมทั้ง การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เ

รื่องพลังงานสะอาด ที่เกิดจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งบังคับให้เราต้องเปลี่ยนผ่าน และไม่ใช่เรื่องที่เราเพียงแค่ให้ความสำคัญกับเรื่องโลกร้อน แต่เราจำเป็นจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านเพราะราคาพลังงานแพง ที่สำคัญโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานถูกทำลายเยอะ

ดังนั้น การเดินไปสู่พลังงานอาจมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันเรามีจุดแข็งอยู่หลายอัน โดยเฉพาะด้านอาหาร อุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ต่อยอดไปที่เรื่องของอีวี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน