ไทย-เวียดนาม ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน “อนุทิน” ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าสู่ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เชื่อไม่ไกลเกินเอื้อม ชู 3Connect เชื่อมโยง ซัพพลายเชน-เศรษฐกิจท้องถิ่น-พลังงานสะอาด “โตเลิม” ชื่นชมไทยพร้อมหนุนแก้วิกฤตด้วยสันติวิธี ตามกฎหมาย UNCLOS 1982
เมื่อเวลา 11.35 น. วันที่ 28 พ.ค.2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ และเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม 4 ฉบับ ได้แก่
1.แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย–เวียดนาม ปี 2569 – 2574
2.การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม เพื่อยืนยันว่าทั้งสองกระทรวงเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

3.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน
(MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)

4.บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
จากนั้น นายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีเวียดนามร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 ส.ค.69

โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลไทยมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีเวียดนาม ในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งท่านเป็นแขกคนแรกของรัฐบาลปัจจุบันตนถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
การเยือนครั้งนี้มีความหมายพิเศษเป็นอันมาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ในปีนี้ ซึ่งตน และประธานาธิบดีเวียดนาม ได้ทำพิธีเปิดตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
นายกฯ กล่าวว่า ในฐานะที่ไทย และเวียดนาม เป็นประเทศที่มีศักยภาพมีการเติบโตสูง การเยือนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะได้กำหนดแนวทางความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านให้เกิดเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง

ทั้งการลงนามระหว่างรมว.ต่างประเทศทั้งสองฝ่าย โดยมีประธานาธิบดีเวียดนามเป็นสักขีพยานซึ่งการพบกันวันนี้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างเปิดกว้างตรงไปตรงมา โดยทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องแนวทางการขับเคลื่อนโดยมิติของแนวทางการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ดังนี้
1.ด้านความมั่นคงและด้านการเมือง ทั้งสองประเทศเห็นพ้องยกระดับ ด้านการทหาร การป้องกัน และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะออนไลน์สแกม การป้องกัน และปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย โดยใช้หลักการไม่ให้บุคคลใดใช้ดินแดนของแต่ละฝ่าย เคลื่อนไหวทางการเมือง โดยทั้งสองประเทศในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง
2.ด้านเศรษฐกิจและสังคม ทั้งสองประเทศเห็นพ้องหรือความความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันให้ใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อรับมือความผันผวน และไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน และจะให้ความสำคัญการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายโดยตรง
ตน และนายโต เลิม จะเข้าร่วมเปิดการสัมมนาของนักธุรกิจไทย – เวียดนาม ช่วงบ่ายวันนี้ด้วย และเห็นพร้อมที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการบรรลุเป้าหมายทางการค้า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม โดยจะยกระดับมูลค่าการค้าให้เพิ่มยิ่งขึ้น
เมื่อสักครู่ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท Vietjet กับสำนักงานอีอีซีของไทย เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MOR) ในพื้นที่อีอีซีของไทยด้วย
อีกทั้ง ยังหารือแนวทางการส่งเสริมความเชื่อมโยงภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 connect เพื่อเพิ่มขีดความสามารถยุทธศาสตร์ทางการแข่งขันของทั้งสองประเทศ เช่น การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโดยเฉพาะการผลิตด้านอุตสาหกรรมในอนาคต การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงพลังงานสีเขียวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในการส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม อีกด้วย โดยฝ่ายไทยพร้อมจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีอวกาศ เช่น ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร
โอกาสนี้ ยังได้หารือถึงสถานการณ์ต่างๆ ในระดับระหว่างประเทศ และระดับภูมิภาคด้วย โดยตนเสนอประธานาธิบดีเวียดนาม ว่าในฐานะที่ไทย และเวียดนามเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคอนุลุ่มน้ำโขง สามารถมีบทบาทร่วมกันกันขับเคลื่อนร่วมกันในภูมิภาคนี้ได้
การหารือของสองประเทศจะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม เติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมาภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของรัฐบาล และภาคเอกชนเพื่อประโยชน์ของประชาชนของทั้งสองประเทศ
ด้าน ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวยินดีที่ได้เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงเวลาสำคัญของการครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม พร้อมขอบคุณรัฐบา ลและประชาชนชาวไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และสมเกียรติ
โดยชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาประเทศในระยะต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จ ทั้งยังชื่นชมบทบาทสำคัญของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียน
พร้อมย้ำว่าเวียดนามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศไทย และพร้อมร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาค
รวมถึงเห็นด้วยที่จะส่งเสริมการจัดการปัญหาต่างๆ ที่ทั้ง 2 ประเทศให้ความสนใจ เพื่อสันติภาพ เสรีภาพ และความมั่นคงความปลอดภัยในเสรีทางอากาศ ทางทะเลตะวันออก
และเห็นด้วยที่จะจัดการปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ UNCLOS 1982 รวมถึงชื่นชมไทย และกัมพูชา ที่ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และจะเริ่มต้นการเจรจากันอีกครั้งหนึ่ง
ในช่วงท้าย ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวเชิญนายกฯ เยือนเวียดนามในโอกาสแรกด้วย