ลุ้นอัยการ ยื่นอุทธรณ์ ‘ธนาธร’ คดีม.112 ปมวัคซีนพระราชทาน หรือไม่ เปิดอำนาจ กก.พิจารณาคดี 112 รองโฆษกอัยการสูงสุด เปิดขั้นตอนคดี
วันที่ 29 พ.ค.2569 จากกรณีเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญา พิพากษายกฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ
สืบเนื่องจากวันที่ 18 ม.ค.2564 จำเลย ได้ไลฟ์สดในเฟซบุ๊กวิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” เข้าข่ายบิดเบือนข้อมูล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์และการจัดหาวัคซีน นั้น
ล่าสุด นายไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ตามที่ศาลอาญา มีคำพิพากษาคดีดังกล่าว ทางสำนักงานอัยการสูงสุด ได้รับทราบคำพิพากษาแล้ว ซึ่งการจะอุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏในสำนวนและในคำพิพากษา
นายไชยรัตน์ กล่าวอีกว่า ตามขั้นตอนกฎหมาย เมื่อศาลมีคำพิพากษาเเล้ว ทางพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนจะไปคัดคำพิพากษาฉบับเต็มเเละส่งให้อัยการศาลสูง โดยไม่ต้องทำความเห็นว่าจะเห็นควรอุทธรณ์หรือไม่เเนบไป
ซึ่งคดีนี้เป็นคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อำนาจในการพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่ ไม่ใช่อำนาจอัยการศาลสูง
โดยทางอัยการศาลสูง จะต้องส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาไปให้ คณะกรรมการพิจารณาคดี 112 ของอัยการ ที่อัยการสูงสุดตั้งขึ้นมาเป็นผู้พิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่ ถ้าคณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาเเล้วว่าเห็นควรยื่นอุทธรณ์ ก็จะทำความเห็น เเละส่งให้อัยการศาลสูงยื่นอุทธรณ์คดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ต่อไป
เเต่หากคณะทำงานคดี 112 ของอัยการ มีความเห็นควรไม่อุทธรณ์ ความเห็นจะถูกส่งไปยัง ผบ.ตร. เพื่อพิจารณาทำความเห็นเเย้ง ถ้าหาก ผบ.ตร.ไม่เเย้งคดีก็ยุติ เเต่หาก ผบ.ตร.ทำความเห็นเเย้ง ความเห็นดังกล่าวจะถูกส่งไปยังอัยการสูงสุด เป็นผู้พิจารณาชี้ขาดว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่
เเหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นข้อกฎหมายเรื่องการยื่นอุทธรณ์คดี 112 ว่า คณะกรรมการพิจารณาคดี 112 ของอัยการ ที่อัยการสูงสุดตั้งขึ้น มีหน้าที่ พิจารณาเเละมีความเห็นสั่งคดี 112 ทุกคดีทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาในชั้นฟ้องหรือชั้นอุทธรณ์คดี ยกเว้นคดีนอกราชอาณาจักร เนื่องจากเป็นอำนาจของอัยการสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว เหมือนเช่นคดี 112 ของนายทักษิณ
แต่หากเป็นคดี112 ทั่วไป ที่ไม่ใช่คดีนอกราชอาณาจักรเเล้ว ความเห็นสั่งฟ้องคดีหรือยื่นอุทธรณ์คดีจะอยู่ที่คณะกรรมการพิจารณาคดี 112 ซึ่งคือคณะกรรมการที่อัยการสูงสุดตั้งขึ้นมาพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั่วราชอาณาจักร
ประกอบด้วย รอง อสส.ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาเป็นเลขานุการโดยตำเเหน่ง ส่วนคณะกรรมการ จะมาจากอัยการที่ดำรงตำเเหน่งอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี เเละอธิบดีอัยการสำนักงานอาญาอื่นๆ เพราะถือเป็นสำนักงานที่ต้องรับคดีประเภทนี้โดยตรง
นอกจากนี้ยังมีอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนด้วย เนื่องจากบางคดีมีสำนวนที่เป็นคดีนอกราชอาณาจักร รวมถึงผู้ตรวจการอัยการบางคน เเละมีระดับรองอธิบอัยการบางสำนักงาน รวมกัน 10 กว่าคน ขึ้นอยู่กับอัยการสูงสุดในขณะนั้นตั้งขึ้น ทำหน้าที่พิจารณาสำนวนคดี 112 จากทั่วประเทศ เรียกว่าคดี 112 คดีใดจะสั่งฟ้องหรือไม่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการชุดนี้
ยกตัวอย่าง เช่น หากมีคดี112 เกิดขึ้นใน กทม.พื้นที่ของสำนักงานอัยการคดีอาญา สำนวนคดี 112 ที่มาจากตำรวจ จะต้องส่งให้คณะกรรมการคดี 112 ของอัยการพิจารณาว่าจะยื่นฟ้องหรือไม่ โดยพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญาไม่มีอำนาจทำคำสั่ง
หาก คณะกรรมการคดี 112 มีความเห็นสั่งฟ้อง พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา มีหน้าที่ไปยื่นฟ้อง และหากศาลยกฟ้อง ทางพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน จะไปคัดคำพิพากษา เพื่อส่งให้คณะกรรมการคดี 112 เป็นผู้ที่พิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อหรือไม่ใช่อำนาจอัยการศาลสูง เหมือนเช่นคดีทั่วไป