ปชป.รวมเสียง สส. ชง 2 ร่างแก้รธน. พร้อมสูตรเลือก ส.ส.ร.ใช้การหยั่งเสียงประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ส่งเข้าสภา พร้อมลุยให้เสร็จใน 240 วัน ย้ำใครเสนอแก้หมวด 1 หมวด 2 ต้องเจาะจงประเด็น อย่าเหมารวมกับมาตราอื่น
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมคณะ แถลงเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จากที่มีการลงประชามติวันที่ 8 ก.พ. คนไทยส่วนใหญ่ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หมายถึงต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 เพิ่มมาตรา 256/1 เพื่อทำให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
การนำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง 100 เสียง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวน สส.ไม่เพียงพอ ดังนั้น สิ่งที่เราได้ดำเนินการ คือพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพรรคอื่นในฐานะเดียวกัน คือไม่สามารถเสนอแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยลำพัง และไม่เห็นด้วยกับร่างหลักที่มีเสียงเกิน 100 เสียงเสนอเข้าไปแล้ว ดังนั้น ก็จะมีการสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยได้รวบรวมรายชื่อเรียบร้อย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ฉบับแรกคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเป็นแนวคิดที่พรรคเห็นด้วยมาตลอด โดยต้องคำนึงถึง 1.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีคำวินิจฉัยชัดเจนว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ไม่สามารถมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงได้ และ 2.พรรคคำนึงถึงประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความห่วงใยในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ
“ผมอยากทำความเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้บอกว่าหมวด 1 และหมวด 2 แก้ไขไม่ได้ แต่เราเห็นว่าถ้าจะมีใครเสนอแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ขอให้นำเสนอเฉพาะประเด็นนั้น เพื่อให้เกิดการพิจารณาที่ชัดเจน ไม่ใช่เอาเรื่องการแก้ไขหมวดดังกล่าวไปรวมกับมาตราอื่น ดังนั้น ในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เราจึงมีข้อจำกัดว่าการจัดทำฉบับใหม่ต้องคงไว้ซึ่งสาระของหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนรูปแบบของ ส.ส.ร. ประกอบด้วยสมาชิก 100 คน โดย 80 คนมาจากการหยั่งเสียงของประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละจังหวัด แล้วจังหวัดส่งมา 3 ชื่อ ให้สภาฯ เป็นผู้คัดเลือก 80 คน โดยหลักการ 1 คนออกเสียงได้ 1 เสียง ป้องกันกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งผูกขาดเลือกส.ร.ร.เสมือนกับว่าเลือกได้เป็นเสียงข้างมาก
ทั้งนี้ ให้ผู้ที่ได้คะแนนมากสุด 80 คนแรกเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ถ้ายังไม่ครบก็ลงคะแนนรอบที่ 2 หรือถ้าคะแนนเท่ากัน ก็เลือกระหว่างผู้ที่มีคะแนนเท่ากันจนครบ 80 คน
ส่วนอีก 20 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญตุลาการศาลฎีกาคัดเลือกกันเอง 5 คน ตุลาการศาลปกครอง 5 คน และอีก 10 คนจะแบ่งเป็น 5 คน คือผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ กฎหมายมหาชน อีก 5 คน มาจากนักวิชาการสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ โดยให้ที่ประชุมอธิการบดีเป็นผู้ออกแบบในการคัดเลือกเข้ามา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วิธีนี้จะได้ ส.ส.ร.ครบ 100 คน เราค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่ไปเขียนรายละเอียดว่า ส.ส.ร.จะต้องตั้งกรรมาธิการอะไร อย่างไร โดยให้เป็นสิทธิ์ของท่านจัดทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240 วัน โดยต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามวิธีที่ ส.ส.ร.จะไปกำหนดเอง
จากนั้นเสนอร่างกลับเข้ามาให้สภาฯ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรืออยากจะมีข้อสังเกตให้แก้ไข ถ้ามีข้อสังเกต ส.ส.ร.ก็กลับไปทบทวนว่าจะเอาตามที่สภาฯ เสนอหรือจะยืนยันความเห็นเดิม สุดท้ายสภาฯต้องให้ความเห็นชอบโดยใช้เสียง 3 ใน 5
ตรงนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งที่นำมาสู่การยุบสภา เหมือนครั้งที่แล้ว ว่าวุฒิสภายังควรมีสิทธิ์วีโต้ หรือ ต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง หรือฝ่ายค้านจำนวนหนึ่งหรือไม่ แต่เราคงหลักการว่าไม่ได้ให้ผ่านโดยเสียงข้างมากอย่างเดียว เราจึงเพิ่มเป็น 3 ใน 5 ซึ่งคิดว่าการได้เสียง 3 ใน 5 น่าจะเพียงพอในการยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐสภาที่จะเห็นชอบ จากนั้นก็ทำประชามติ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 เสนอว่าต่อไปนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก็ใช้กติกา 3 ใน 5 เลย ไม่ต้องไประบุเรื่องจำนวนสว. จำนวนฝ่ายค้านที่ต้องเห็นชอบ
ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่เราได้ดำเนินการไป ซึ่งเราถือว่าตรงกับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประกาศเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญปี 60 มาตลอด เป็นการทำในลักษณะที่คำนึงถึงเสียงข้างน้อยด้วย คำนึงถึงคำวินิจฉัยศาลด้วย และคำนึงถึงการประหยัดทรัพยากรของประเทศด้วย