พริษฐ์ ซัด ป.ป.ช. ไปไม่สุดซอย สอบคดี “ศักดิ์สยาม” ชี้เจ้าหน้าที่ให้ปากคำชัด แฉพิรุธมีไอ้โม่งคุมทิศทาง จ่อยื่นเอาผิดสัปดาห์หน้า

วันที่ 30 พ.ค. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานวิปฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์ข้อความระบุว่า “ชัดเจนแล้ว ป.ป.ช.ไปไม่สุดซอย ในการตรวจสอบคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ – ป.ป.ช.ไม่เคยตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินเชิงลึก และไม่เคยไต่สวนข้อเท็จจริง ก่อนมีมติยกคำร้องแบบเงียบๆ”

นายพริษฐ์ ระบุว่า ในการประชุมวิปฝ่ายค้านสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เชิญตัวแทน ป.ป.ช. มาชี้แจง เราได้ค้นพบข้อเท็จจริงสำคัญ ว่า ในการตรวจสอบเรื่องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ป.ป.ช.ไปไม่สุดซอย ก่อนจะมีมติยกคำร้อง ซึ่งการดำเนินการของ ป.ป.ช.ต่อกรณีดังกล่าว แยกเป็น 2 เส้นทางสำคัญ

เส้นทางที่ 1 ตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับบัญชีทรัพย์สิน เส้นทางที่ 2 ตรวจสอบข้อกล่าวหา ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา (เช่น การขัดกันแห่งผลประโยชน์/การใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเอง) อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. กลับไปไม่สุดซอย ในทั้ง 2 เส้นทาง

นายพริษฐ์ ระบุว่า เส้นทางที่ 1 บัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช.ไม่เคยตรวจสอบเชิงลึก ก่อนยกคำร้อง ซึ่งนิยามในระเบียบ ป.ป.ช.ว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินฯ 2561 (ข้อ 4) เขียนไว้ชัดว่าให้ตรวจสอบเชิงลึก หากมีพฤติการณ์ที่อาจจะเข้าข่ายการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สิน

แต่สิ่งที่เราค้นพบในที่ประชุม คือ ป.ป.ช.ไม่เคยตรวจสอบเชิงลึกเลย โดย ป.ป.ช.ตัดสินใจตรวจสอบแค่ในระดับการตรวจสอบปกติ และการตรวจสอบยืนยัน ก่อนจะมีมติยกคำร้องเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สิน ในที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในช่วงเดือนก.ย.2568

เส้นทางที่ 2 คดีอาญา ป.ป.ช.ไม่เคยไต่สวนข้อเท็จจริงก่อนยกคำร้อง ซึ่งตนเคยตั้งข้อสังเกตไปก่อนหน้านี้ว่า ตนมีข้อสันนิษฐานว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงใดๆ เลยในกรณีนี้ แต่ทำแค่เพียงการตรวจสอบเบื้องต้น ก่อนยกคำร้องแบบแบบรวบรัด-เร่งรีบ โดยอาศัย พ.ร.ป.ว่าด้วยป.ป.ช. มาตรา 49

เหตุผลที่ตนตั้งคำถามเช่นนี้ เพราะเห็นว่าข้อมูลที่ปรากฎและคำแถลงการณ์ของ ป.ป.ช.เมื่อเดือนที่แล้ว ไม่มีการพูดถึงกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงใดๆ

โดยในการประชุมวิปฝ่ายค้าน ตนได้รับคำยืนยันจาก ป.ป.ช.ว่าข้อสันนิษฐานตนเป็นจริง ป.ป.ช.ไม่เคไต่สวนใดๆ โดย ป.ป.ช.ทำแค่เพียงการตรวจสอบเบื้องต้น ก่อนมีมติยกคำร้องเกี่ยวกับคดีอาญา ในที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในช่วงเดือนก.พ.2569 น่าสังเกตว่าเป็นการประชุมคนละครั้งกับการประชุมที่มีมติยกคำร้องเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สิน

นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า โดยสรุป ป.ป.ช.ไปไม่สุดซอย ซึ่งพอให้ตรวจบัญชีทรัพย์สิน ก็ไปถึงแค่การตรวจสอบยืนยัน แต่เลือกไม่ใช้อำนาจตรวจสอบเชิงลึก และพอให้ตรวจเรื่องคดีอาญา ก็ไปถึงแค่การตรวจสอบเบื้องต้น แต่เลือกไม่ใช้อำนาจไต่สวน

แน่นอนว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต้องรับผิดชอบเต็มๆ ต่อการตัดสินใจดังกล่าว เพราะเป็นด่านสุดท้ายที่มีมติตัดสินใจเช่นนี้ แต่สิ่งที่เราต้องตรวจสอบต่อเช่นกัน คือใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้างกับการตัดสินใจไปไม่สุดซอยเช่นนี้

นายพริษฐ์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบคดีนี้ เสนอให้ตรวจสอบเชิงลึก และเสนอให้ไต่สวน แต่ถูกป.ป.ช.ปฏิเสธ หรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบคดีนี้ ไม่เคยมีการเสนอให้ตรวจสอบเชิงลึก หรือไต่สวนตั้งแต่ต้น ซึ่งการตัดสินใจไป “ไม่สุดซอย” ในคดีนี้เกี่ยวข้องหรือไม่กับข้อครหาว่า เวลานี้มีคนบางกลุ่มกำลังรุกคืบในการควบคุมทิศทางของป.ป.ช. โดยการส่งคนไปดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะอนุกรรมการต่างๆ ที่มีส่วนสำคัญในการกลั่นกรองหรือชี้นำความเห็นในคดีต่างๆ ก่อนเสนอเรื่องไปที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.

นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า กรรมการ ป.ป.ช.ทุกคน จะยังคงยืนยันใช่หรือไม่ ว่าจะไม่มีการทบทวนการตัดสินใจไปไม่สุดซอยเช่นนี้ กรรมการป.ป.ช.ทุกคน จะยังคงยืนยันใช่หรือไม่ว่าการไปไม่สุดซอยเช่นนี้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว

“ผมและพรรคฝ่ายค้านได้ยกคำร้องเสร็จแล้ว โดยในสัปดาห์หน้าเราจะร่วมยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกา เพื่อให้ตั้งคณะไต่สวนอิสระมาไต่สวนคณะกรรมการป.ป.ช. กรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการตรวจสอบคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม” นายพริษฐ์ ระบุ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน