“รักชนก” เชิญ “ไชยชนก” ให้ข้อมูลปม “TH-AI Passport” 18 มิ.ย. นี้ มั่นใจ เป็นโครงการล็อกสเปก เอื้อกลุ่มทุน “ภูมิใจไทย” ไม่เชื่อ เป้าหมายหลัก ทำให้ประชาชน 5 ล้านคน เข้าถึงเทคโนโลยี AI
2 มิถุนายน 2569 – น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร (สส.) เรียกร้องให้ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
ยุติหรือชะลอโครงการส่งเสริมการเข้าถึงบริการปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ “TH-AI Passport แจก AI ใช้ฟรี 5 ล้านสิทธิ” วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท เพื่อให้กลับไปทบทวนรายละเอียดทั้งหมดใหม่ ว่า
ปัจจุบัน ยังมีข้อสงสัยหลายประการ ทั้งเรื่องความคุ้มค่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และเงื่อนไขในร่างขอบเขตงาน (TOR) ที่อาจเปิดช่องให้เกิดข้อครหาเรื่องการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนบางรายที่เมื่อย้อนไปดูก็จะพบความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย
แม้การยุติโครงการในระยะนี้อาจทำให้ภาครัฐต้องจ่ายค่าชดเชยบางส่วนแก่ผู้เกี่ยวข้อง แต่หากเปรียบเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งบประมาณจำนวนมากโดยขาดความรอบคอบ ก็ถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพราะจะช่วยรักษาผลประโยชน์ของประชาชนในระยะยาวได้มากกว่า
“มีคาดหวังว่า รัฐมนตรีไชยชนก จะตัดสินใจหยุดโครงการนี้ไปก่อน ถึงแม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายบางส่วนในการชดเชย แต่ก็น่าจะคุ้มค่ากับการรักษาผลประโยชน์ก้อนใหญ่ของพี่น้องประชาชนเอาไว้ อยากฝากถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีว่า พับโครงการนี้เสีย หากไม่อยากให้เกิดปัญหาคดีความในอนาคต หรือทำให้ชื่อเสียงของท่านเสียหายมากกว่านี้” น.ส.รักชนก กล่าว
น.ส.รักชนก กล่าวว่า สิ่งที่ควรดำเนินการในเวลานี้คือ การกลับไปทบทวนรายละเอียดของโครงการให้รอบด้านมากขึ้น โดยเฉพาะการปิดช่องโหว่ในทีโออาร์ รวมถึงเงื่อนไขบางประการที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีลักษณะ “ล็อกสเปก” ให้กับผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง
โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญ ที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่ไว้วางใจโครงการ คือข้อกำหนดด้านการประชาสัมพันธ์ ที่ระบุให้ผู้เข้าร่วมต้องมีเครือข่ายจอดิจิทัล หรือสื่อประชาสัมพันธ์ในลักษณะเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากแนวทางปฏิบัติโดยทั่วไป ของโครงการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ที่มักกำหนดเป้าหมายเป็นจำนวนผู้เข้าถึง การมีส่วนร่วม หรือจำนวนผู้ติดตามบนสื่อออนไลน์
“ในชั้นกรรมาธิการ ไม่มีหน่วยงานใดสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมจึงใช้เงื่อนไขลักษณะนี้ ทั้งที่เมื่อเป็นเรื่องคอลเซ็นเตอร์ กลับอ้างอิงหลักเกณฑ์ทั่วไปในการกำหนดทีโออาร์ได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องประชาสัมพันธ์ กลับมีการกำหนดเงื่อนไขที่ถูกตั้งคำถามว่า ล็อกสเปก” น.ส.รักชนก กล่าว
น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนยังตั้งข้อสังเกตถึงหลักเกณฑ์การคำนวณค่าใช้จ่าย “เหรียญโทเคน AI” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ โดยเห็นว่า ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเพียงพอว่า ใช้อัตราการคำนวณอย่างไร และจะเกิดความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณหรือไม่
ตนไม่เชื่อว่า เป้าหมายหลักของโครงการ คือการทำให้ประชาชน 5 ล้านคน สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง แต่มีข้อสงสัยว่า โครงการอาจถูกออกแบบขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มมากกว่า
“ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้อาจไม่ได้ถูกทำขึ้นเพื่อให้ประชาชน 5 ล้านคน ได้รับประโยชน์จาก AI อย่างแท้จริง แต่เป็นการชงโครงการขึ้นมา เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่งหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว สาระสำคัญทั้งหมดอยู่ในทีโออาร์เพียง 2 หน้า” น.ส.รักชนก กล่าว
ด้าน นายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า การใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทไปกับการเช่าหรือจัดหาบริการ AI ในระยะเวลาจำกัด อาจไม่ใช่แนวทางที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศอย่างยั่งยืนเท่ากับการนำงบประมาณดังกล่าวไปลงทุนพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและบุคลากรดิจิทัลของไทย
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดการสนับสนุนผู้ประกอบการด้านดิจิทัลอย่างจริงจัง ขณะที่หลายประเทศเลือกลงทุนกับการพัฒนาคน การสร้างศูนย์วิจัย และการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศมากกว่าการใช้งบประมาณในลักษณะชั่วคราว
“AI เป็นเพียงเครื่องมือ สิ่งสำคัญคือคนที่ใช้เครื่องมือ หากเราต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ งบประมาณก้อนนี้ควรถูกนำไปสร้างระบบที่ยั่งยืนมากกว่าใช้แล้วหมดไปภายในปีเดียว” นายธีระชาติ กล่าว
นายธีระชาติ ยังระบุว่า การออกมาแสดงความเห็นของบุคลากรในแวดวงเทคโนโลยีจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อแนวทางการใช้งบประมาณของภาครัฐ และเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลควรรับฟังข้อเสนอจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทบทวนโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ขณะที่ น.ส.รักชนก เปิดเผยว่า กมธ.ติดตามงบประมาณ ได้มีหนังสือเชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี พร้อมด้วยปลัดกระทรวง ผู้บริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) คณะผู้จัดทำทีโออาร์ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงาน ป.ป.ช. กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมในวันที่ 18 มิถุนายนนี้
ทั้งนี้ หากภายหลังเปิดลงทะเบียนใช้งานโครงการระหว่างวันที่ 5-10 มิถุนายน พบว่า มีผู้เข้าร่วมต่ำกว่าที่คาด หรือเกิดปัญหาในการใช้งานจนสะท้อนถึงความไม่คุ้มค่า ก็อาจเป็นข้อมูลประกอบการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบต่อไป
“หากทุกอย่างโปร่งใสและสามารถอธิบายได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่มาชี้แจงต่อกรรมาธิการ ดิฉันหวังว่าท่านรัฐมนตรีจะใช้เวทีนี้ตอบทุกข้อสงสัยที่สังคมกำลังตั้งคำถามอยู่” น.ส.รักชนก กล่าว