ภัณฑิล ถามปล่อยข่าวประเมิน เลขาฯกกต. โยนหินถามทางหรือไม่ ดักคออย่าใช้เป็นข้ออ้างเปลี่ยนตัว แช่แข็งคดีเลือกตั้ง-เป่าคดีฮั้วสว. ทำการเลือกตั้งเกิดสุญญากาศ จี้ กกต. ชี้แจงกมธ.กิจการศาลฯ สัปดาห์หน้า หากการเลือกตั้งโปร่งใสจริง

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร แถลงกรณีการประเมินการทำงานของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า กมธ.กิจการศาลฯได้เรียกสำนักงาน กกต. มาชี้แจงในคดีฮั้วสว.และปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทั้ง สว.และ สส. ซึ่งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมากันพร้อมเพรียงแต่ กกต.ไม่มา

กมธ. ทำหนังสือเชิญล่วงหน้า 2 สัปดาห์ แต่ได้รับข้อความตอบกลับเพียง 2 วันก่อนการประชุมว่าติดภารกิจจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และนายกเมืองพัทยา ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมอบหมายงานกันได้ เพราะเลขาฯกกต. ไม่ได้ลงไปจัดการเลือกตั้งด้วยตัวเอง แต่เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติ ดังนั้น ประธานกมธ.จึงใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียก ให้มาประชุมในนัดถัดไป

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า จากข่าวเมื่อวานนี้ (4 มิ.ย.) เรื่องการประเมินการทำงานของนายแสวง ไม่ใช่คำถามว่าเลขาฯกกต.จะอยู่หรือจะไป แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือกกต. กำลังทำให้การเลือกตั้งในประเทศไทยเกิดสุญญากาศหรือไม่ เพราะการจัดการเลือก สว. ก็มีปัญหา

คดีนี้เป็นผลพวงมาจากการเลือกตั้ง การเปลี่ยนตัวผู้บริหารสูงสุดของสำนักงาน กกต. ซึ่งจะกระทบต่อความต่อเนื่องของสำนวนหรือไม่ เพราะจากรายงานข่าวบอกว่านายแสวง อาจจะไม่ผ่านผลการประเมิน และอาจจะไม่ได้ไปต่อในฐานะเลขาฯกกต.

ตำแหน่งนี้ เป็นตำแหน่งตามสัญญาจ้าง มีการประเมินรายปี และมีข้อมูลจากนักวิชาการและอดีตกกต.ว่า หากคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 60 คะแนน อาจนำไปสู่การยกเลิกสัญญาจ้างได้ ซึ่งภาคประชาสังคมได้มีการเปรียบการเลือกตั้งของไทยและประเทศอื่นๆ โดยประเทศไทยมีคะแนนประเมินต่ำกว่า 50 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์

แต่คำถามที่สำคัญคือ ถ้าเป็นการประเมินผลงานการเลือกตั้งเมื่อปี 2568 ทำไมถึงมีข่าวความชัดเจนออกมาช่วงปี 2569 มีนัยยะสำคัญอะไร การประเมินที่ล่าช้าแบบนี้ สะท้อนปัญหาการบริหารภายใน กกต.หรือไม่ หรือปล่อยข่าวโยนหินถามทาง

“ถ้าเลขาฯกกต.ถูกประเมินว่าสอบตก ประชาชนก็มีสิทธิ์ถามต่อ และ กกต.ทั้ง 7 คน ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลเลขาฯกกต. อีกทีหนึ่ง ต้องรับผิดชอบต่อผลงานนี้อย่างไร เพราะเลขาฯกกต. ไม่ได้ทำงานลอยๆ แบบไม่มีผู้กำกับดูแล เขารายงานกลับไปที่ กกต.ทั้ง 7 คน”นายภัณฑิต กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ที่สังคมกังวลว่า จะมีการเป่าคดีฮั้ว สว.หรือไม่ เพราะมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเกี่ยวข้องด้วย หรือจะทำให้มันจบเร็ว หรือทำให้มันถูกอ่อนแรงลงเป็นสุญญากาศ อาจจะไม่มีความชัดเจนในวันที่ 11 มิ.ย.นี้

อยากให้จับตาดูว่า ครบ 90 วันแล้ว ถ้ายังคลุมเครืออยู่ จะเกิดอะไรขึ้น ทำให้ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่าจบหมดแล้วทุกคดี ทั้งที่สำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และอัยการสูงสุด อยู่บนฐานกฎหมายคนละตัวกัน เช่น เส้นทางฟอกเงิน อั้งยี่ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงต้องบอกว่าไม่จบง่ายๆ แน่เพราะประชาชนจับตาเรื่องนี้อยู่

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ขอฝากถามถึงกกต. ว่า การประชุมกมธ.กิจการศาลฯ ครั้งหน้าจะมาหรือไม่ จะมีการแถลงหรือมีมติใดเกี่ยวกับคดีฮั้วสว. ต้องบอกประชาชนให้ชัด ว่ามีกี่คน มีหลักฐานใดบ้างและมตินั้นมีผลต่อสำนวนของดีเอสไอ ตามกฎหมายข้อใด และสำนวนคดีฮั้วสว.เข้าสู่ ที่ประชุมของ กกต. ชุดใหญ่แล้วหรือยัง

ข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือของ ดีเอสไอแล้วไม่ผิดไม่ได้ เพราะมีเส้นทางการเงินและบันทึกการสื่อสารในกลุ่มไลน์ หากมีการเปลี่ยนเลขาฯกกต.ใครจะรับผิดชอบการบรรจุวาระ ส่งสำนวนประสาน ดีเอสไอ อัยการฯ และชี้แจงต่อรัฐสภา อย่าให้ข้ออ้างกันเปลี่ยนตัว เลขาฯกกต. มาเป็นเหตุสำคัญให้คดีนี้ถูกแช่แข็งเอาไว้

หากประชุมกมธ.กิจการศาลฯ แล้ว กกต.ไม่มาตอบ เรื่องความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะยิ่งเสียหาย เพราะนี่เป็นเครื่องยืนยันว่าไม่กล้ามาตอบ การเรียกมาให้ชี้แจงไม่ได้ต้องการตรวจสอบบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เพื่อตอบคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าและการได้มาซึ่ง สว.ในครั้งหน้า ไม่อยากให้มีปัญหาแบบนี้อีก

“ดังนั้น งานของกมธ.กิจการศาลฯ จึงต้องนำไปสู่การแก้กฎหมายและระเบียบให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้ประเทศไม่มาเจอกับปัญหาและคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ ไม่เช่นนั้นประชาชนจะเชื่อได้ขนาดไหนว่าคดีเลือกตั้งจะพิจารณาบนมาตรฐานเดียวกันหรือไม่” นายภัณฑิล กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน