ศุภชัย ยันที่ดิน‘ปู่ชัย’ ไม่เกี่ยวคดีที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ บอกคนละเรื่องกัน ชี้ซัด เสรีพิศุทธ์ อย่ามั่วอ้างเคยจับ ‘เนวิน’ทุจริตเลือกตั้ง ยันไม่เคยเกิดขึ้น จ่อฟ้องทุกคน-สื่อมีเจตนาทำพรรคเสียหาย

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ดินเขากระโดง ว่า สิ่งที่สังคมต้องรอฟัง คือ รอผลการตัดสินในคดีแพ่ง ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ทยอยฟ้องผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณดังกล่าว ซึ่งมีอยู่ 5,083 ไร่

ย้ำว่า ในการตัดสินของศาลฎีกา และศาลยุติธรรม เกี่ยวกับ 35 รายนั้น ที่แพ้คดีไม่ได้มีผลผูกพันกับผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่เป็นโฉนดที่ดินหรือนส.3 แปลงอื่นๆ อีก 995 ราย เพราะทุกคนมีอีกเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยราชการถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงของ 995 ราย มีข้อเท็จจริงข้อต่อสู้ที่แตกต่างกับ 35 ราย ฉะนั้น จะนำคำพิพากษาศาลฎีกาของ 35 รายนั้นมาบังคับใช้กับ 995 รายนี้ไม่ได้

ส่วนคำวินิจฉัยศาลปกครอง และคำตัดสินของศาลปกครองที่มีขึ้นระหว่างคู่กรณีคือ รฟท.กับกรมที่ดินนั้น ศาลปกครองกลางเคยวินิจฉัยว่าให้กรมที่ดินไปดำเนินการ ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดิน ในการตั้งคณะกรรมการตรวจตรวจสอบ ว่าเอกสารสิทธิ์ที่ออกไปให้กับประชาชนที่ครอบครองที่ดินทั้งหมดเป็นการออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือคลาดเคลื่อน

แต่เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาแล้ว และฟังข้อเท็จจริงกับรฟท. ซึ่งรฟท. ไม่สามารถนำเอกสารแผนที่มาแสดงยืนยันเขตที่ดินของตัวเองได้ ฉะนั้น กรมที่ดินจึงไม่มีเหตุผลไปยกเลิกโฉนดที่ดิน

ส่วนที่ขณะนี้รฟท.ได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ว่าการออกคำสั่งของกรมที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด จึงต้องรอหารือ ขณะเดียวกันการตัดสินว่าที่ดินแปลงใดบุกรุกที่ดินของรฟท. เป็นจำนวนพื้นที่เท่าไหร่นั้น ศาลปกครองก็ไม่เคยวินิจฉัย

จึงขอทำความเข้าใจว่า วันนี้เอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยกรมที่ดินที่ให้กับประชาชน เป็นการยื่นออกเอกสารสิทธิ์ที่ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ ขึ้นอยู่กับศาลฎีกาจะวินิจฉัยจนถึงที่สุด เรื่องนี้จึงต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน

นายศุภชัย กล่าวถึงกรณี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้โดยพาดพิงด้วยว่าการแสดงความคิดเห็นของตนไม่ถูกต้องว่า ยืนยันว่าความเห็นของพ.ต.อ.ทวี ต่างหากที่ไม่ถูกต้อง ท่านบอกว่าอยากให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินที่มีการประกาศใช้วันที่ 1 ธ.ค.2497 ที่ดินของการรถไฟฯตรงนั้นได้ดำเนินการห่วงห้ามไว้ตั้งแต่แรก

ซึ่งไม่มีข้อเท็จจริงหรือเอกสารใดที่ปรากฏว่าที่ดินของรฟท.ตรงนั้นมีการหวงห้าม และการได้มาซึ่งที่ดินของราชการจะต้องได้มาโดยผลของกฎหมาย การซื้อขาย การเวนคืนที่ดินมา หรือโดยมีการโอนกันระหว่างราชการ แต่ที่ดินบริเวณดังกล่าว รฟท.ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดมายืนยันเลยว่าเป็นเจ้าของ อ้างแค่ว่ามี ส.ค.1 หรือมีแผนที่เป็นเอกสารภายในของรฟท.

ที่ดินเหล่านั้นออกมาโดยรฟท.เอง ไม่เคยมีการไปคัดค้าน ขณะที่ประชาชนไปยื่นขอ น.ส.3 หรือโฉนดที่ดิน แต่ในทางกลับกันที่ดินบางแปลง การรถไฟฯ มีความเชื่อว่าที่ดินอยู่ใกล้กับรางรถไฟเป็นของเขา ประชาชนอยู่ที่นั่นก็เชื่อว่าที่ดินที่อยู่ใกล้รางรถไฟมาประมาณ 40 เมตรเป็นของการรถไฟฯ

ดังนั้น เวลาประชาชนไปขอออกโฉนดที่ดิน จึงให้การรถไฟมาชี้แนวเขตของการรถไฟฯ ซึ่งมีที่ดินหลายแปลงที่การรถไฟฯ ไปชี้แนวเขตว่าของตัวเองมีอยู่แค่ไหน ดังนั้น การออกโฉนดที่ดินหรือน.ส.3 ล้วนเป็นการรับรู้ของการรถไฟมาโดยตลอด โดยที่ไม่เคยแสดงความคัดค้าน

สิ่งที่ประหลาดต่อมาคือ ประชาชนไม่ว่าจะไปครอบครองที่ดินแปลงใด ถ้าเป็นที่ดินที่มีสิทธิ์จะครอบครองตามกฎหมาย เขาก็แจ้งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นสิทธิ์ของประชาชนเท่านั้น ย้ำว่า ราชการจะมาได้มาซึ่งที่ดินต้องได้มาตามช่องทางอื่น แต่หลังจากประกาศเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2497 กลับไปแจ้งสิทธิครอบครอง ซึ่งไม่มีหน่วยงานราชการไหนต้องไปแจ้งสิทธิครอบครองที่ดิน

“วันนี้ประชาชนจำนวนมากฟังไม่ชัดไม่เข้าใจ เรื่องกฎหมายใครโพสต์อะไรก็ว่าไปตามนั้นด่าต่างๆนานา จึงขอยืนยันว่า ขอให้รอคำวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลในส่วนของคดีแพ่งจนกว่าจะถึงที่สุด” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวถึงกรณีสัญญาที่ดินของนายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา และสส.บุรีรัมย์ ที่ทำกับการรถไฟฯ ในปี 2513 นั้น ยืนยันว่าที่ดินแปลงนี้ไม่เกี่ยวกับที่ดิน 5,083 ไร่ แต่เป็นที่ดินที่ใกล้เคียงกับบริเวณรางรถไฟที่โรงโม่หินของนายชัย ใช้ประโยชน์ในการมากองหินเพื่อขนใส่ขบวนรถไฟ เพื่อบรรทุกไปก่อสร้างหรือซ่อมแซมของการรถไฟเส้นทางสายอีสาน

อย่างไรก็ตาม วันนี้มีคนพยายามผูกโยงว่านายชัย ยอมรับว่าเป็นที่ของการรถไฟฯ เฉพาะพื้นที่ที่ติดกับรางรถไฟ ซึ่งประชาชนทั่วไปก็ยอมรับ แต่ไม่ได้หมายความว่า 5,083 ไร่ จะเป็นที่ของการรถไฟฯทั้งหมดด้วย ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย และทำให้ประชาชนเกิดความสับสนบอกว่าปู่ยอมรับแล้ว แต่หลานยังไม่ยอมรับ

ตอนที่นายชัยขอเอกสารสิทธิ์เฉพาะบ้านของนายชัย ผมเห็นหลักฐานการขอเอกสารสิทธิ์เมื่อปี 2551 ผมทำเรื่องนี้มานาน ซึ่งรฟท.ได้ชี้แนวเขตของตัวเองด้วย เรื่องเหล่านี้ทำให้เกิดความสับสนกับประชาชน โดยสื่อเองก็มีการดำเนินการอะไรบางอย่างที่ไปตัดต่อทำอินโฟบางเรื่องโค้ดคำพูดซ้ำๆทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่างๆ ขอฝากตรงนี้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวร้ายป้ายสีพรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก

“แต่วันนี้ใครก็ตามที่แชร์ด้วยความไม่ฉลาดของตัวเอง ความรู้สึกเชื่อโดยสนิทใจแบบนั้นก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าตั้งใจมีเจตนาประสงค์ไม่ดีต่อพรรคหรือหัวหน้าพรรค หรือใครที่เกี่ยวข้องกับพรรคนับจากนี้เป็นต้นไป ผมจะดำเนินคดีทุกคดีกับผู้ที่มีเจตนาที่จะใส่ร้ายป้ายสีทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียหาย แม้แต่สื่อมวลชนก็ตาม ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้สื่อจำนวนมากจับกระแสบางส่วนนำไปบิดเบือนก่อให้เกิดความเสียหาย“ นายศุภชัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายศุภชัยจะนำโทรศัพท์มือถือซึ่งมีการเปิดรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เปิดให้สื่อมวลชนได้เห็น โดยนำเสนอข่าว “ย้อนอดีตบุกจับเนวิน สะเทือนวงการเลือกตั้งไทย” พร้อมยืนยันว่านายเนวินไม่เคยถูกจับเรื่องทุจริตการเลือกตั้งในเหตุการณ์ครั้งนั้น

ส่วนที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาเล่าว่าเคยจับนายเนวินอย่างไร อันนี้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และตนจะดำเนินคดี พร้อมกับแจ้งให้นายเนวิน ดำเนินคดีด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการมักง่ายต่อคนอื่นปากพล่อย และใช้เวทีของสื่อช่องหนึ่ง ซึ่งช่องนั้นไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ ขึ้นตัวหนังสือเช่นนี้ ทั้งที่คดีนี้ไม่เคยบุกจับเนวิน แม้นายเนวินจะไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ในการมอบหมายทนายความให้ดำเนินคดีต่อไป

“วันนี้ผมไม่ยอมแล้ว ใครที่โพสต์หรือแชร์อะไรเสียหาย บางเรื่องผมอาจจะยอมได้ เอาภาพเท้ามาวางไว้ที่หน้าผมไม่เป็นไร แต่หากเกินไปผมก็ไม่ยอม ถ้าท่านมีสติ ไม่รับจ้างใครมา และโง่โดยสุจริต ไม่เป็นไร แต่เมื่อท่านมีเจตนา ผมไม่ยอมแล้ว จะดำเนินคดีทุกคดี วันนี้มีอยู่ 30-35 คดี ดังนั้น ถ้าท่านทำอะไรผิดกฎหมาย ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ได้กระทำ ยืนยันว่าดำเนินคดีกับทุกคนรวมถึงสื่อด้วยไม่ว่าสื่อไหนก็ตาม“ นายศุภชัย กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน