“พริษฐ์” กาง 4 เหตุผล จี้ ‘กกต.’ ส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลชี้ขาด คาด ก.ย.ได้ข้อสรุป ชี้ หลักฐานหนักแน่นเพียงพอ-เสี่ยงเป็นเครื่องมือฟอกขาว เตือน ไม่ส่งอาจถูกตั้งข้อครหาปฏิบัติหน้าที่แบบปิดตาข้างเดียว โยน กกต. แจงปมอนุญาต นำโพยเข้าสถานที่เลือก
14 มิถุนายน 2569 – ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงกรณีภาพรวมการตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ว่า

ขณะนี้ กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาดว่า คดีการฮั้วสว. จะไปถึงศาล หรือไม่คือ กกต.ทั้ง 7 คน โดยเราต้องย้อนไปตอนที่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ขึ้นมา ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
หลังการพิจารณาข้อเท็จจริงคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ก็มีมติออกมาเห็นว่า บุคคลที่มีมูลว่ากระทำความผิด เรื่องการฮั้ว สว. อย่างน้อย 229 คน โดยมีมติเห็นควรให้ กกต. ดำเนินคดีและฟ้องทั้ง 229 คนไปที่ศาล
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า แต่เมื่อมีมติออกมาเช่นนั้นในช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา แต่กกต.ทั้ง 7 คน กลับไม่ได้มีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 แต่กลับมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วกลับมีมติสวนทางกับ คณะไต่สวนฯ คือมีมติว่าทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ และมีมติให้ กกต. ยกคำร้อง
มาจนถึงวันนี้ ลูกบอล จึงตกอยู่ที่ กกต. ทั้ง 7 คนว่า จะเห็นอย่างไร ซึ่ง ตนมองว่า ทางเลือกหรือความเป็นไปได้มีอยู่ 3 ทางคือ 1. กกต.มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนฯ 2. กกต.เห็นชอบตามคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36
และ 3. กกต.อาจมีการฟ้องหรือส่งคำร้องเฉพาะบางคน แล้วยกคำร้องเฉพาะบางคน โดยหลายคนมีความกังวลใจว่าอาจจะเป็นวิธีการในการสลัดบางคน เพื่อปกป้องบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหาหรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว กกต.จะตัดสินใจในทางเลือกไหนนั้น เราก็คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนกันยายนนี้ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา กกต. แถลงว่าได้เริ่มพิจารณาคดีนี้แล้ว
อีกทั้งระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดข้อที่ 82 เขียนไว้ชัดว่า ให้คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาด ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 90 วัน
ฉะนั้น จึงคาดว่าภายในเดือนกันยายนหรือต้นเดือนกันยายน เราควรที่จะได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ ซึ่งเข้าใจว่านัดแรกจะเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาบุคคลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี คาดว่าจะมีการพัวพันกับสว. 4 คน ที่มาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น ตนจึงอยากชี้ให้เห็น 4 เหตุผล ที่ตนมองว่า กกต. ควรส่งเรื่องทั้ง 229 คนไปยังศาลได้แก่ เหตุผลที่ 1 หลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนๆ ที่ กกต.เคยส่งเรื่องไปที่ศาล
แม้ว่าขณะนี้เราจะยังไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดของคณะไต่สวนได้ เนื่องจากอยู่ในระหว่างการพิจารณา แต่จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ และมีการยื่นเข้ามาจากผู้ที่ไปให้การกับคณะไต่สวนฯ
เราพอจะคาดการณ์ได้อย่างชัดเจนในระดับหนึ่งว่าหลักฐานที่อยู่ในสำนวนมีหลักฐานประเภทใดบ้าง เช่น สถิติการลงคะแนนในบัตร ที่มีบัตรจำนวนมากที่มีการเลือกกลุ่มตัวเลขกลุ่มเดียวกัน
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า โดยสถิติมีความยากมากที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติหากไม่มีการจัดตั้ง ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานโพยตัวเลขต่างๆ หรือหลักฐานเรื่องการนัดหมายของกลุ่มสว.ต่างๆ ว่านัดที่โรงแรมใด จังหวัดไหนบ้าง หลักฐานการเดินทาง อุปกรณ์ที่แจก คลิปเสียง
และที่ชัดเจนที่สุดคือ เรื่องเส้นทางการเงิน ซึ่งจากหลักฐานที่ตนได้รับมานั้นพบว่าแม้กระทั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็มีเส้นทางการเงินชัดที่เชื่อมโยงกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งบางคนที่เป็นสว.ขณะนี้ รวมถึงกลุ่มที่เป็นทีมงานสส. ในจังหวัดดังกล่าวด้วย
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ตนยืนยันว่า หลักฐานที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีความหนักแน่นและชัดเจนเพียงพอที่ กกต.จะส่งเรื่องไปยังศาล โดยหลังจากนี้ตนและพรรคประชาชนจะรวบรวมหลักฐานเท่าที่มีอยู่ เพื่อนำมาสื่อสารกับประชาชนให้เห็นถึงความหนักแน่นของชุดหลักฐานดังกล่าว โดยอาจจะทยอยเปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแต่ละจังหวัด
และในเมื่อ กกต. เคยส่งหลักฐานที่เป็นแชตไลน์สนทนาระหว่างบุคคลสองบุคคลไปที่ศาลได้หลักฐานต่างๆ ที่ตนกล่าวไปข้างต้นจะไม่หนักแน่นที่กกต.ควรจะส่งไปยังศาลเลยหรือ หากเรื่องนี้กกต.ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลก็อาจจะทำให้ถูกมองว่าใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เหตุผลที่ 2 คืออนุวินิจฉัยฯชุดที่ 36 มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมและเสี่ยงเป็นเครื่องมือฟอกขาว ซึ่งตนมีคำถามว่าทำไมจึงต้องตั้งคณะอนุชุดที่ 36 ขึ้นมาวินิจฉัยเป็นกาลเฉพาะทั้งที่มีคณะอนุอยู่แล้วถึง 35 คณะ
ทั้งนี้ตนเคยได้สอบถามตัวแทนของดีเอสไอก็พบว่าคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ไม่เคยเรียกตัวแทนของดีเอสไอหรือตัวแทนของคณะคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เข้าไปให้ข้อมูลเลย จึงเกิดคำถามตามมาว่าคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ได้พิจารณาอย่างรอบด้านหรือไม่
โดยที่กรรมการในชุดอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มีทั้งหมด 7 คน ซึ่งมีบางคนที่ถูกสังคมตั้งคำถามอยู่เช่น มี 2 คนถูกตั้งคำถามเรื่องพัวพันการทุจริตคอร์รัปชั่น 1 คนเป็นจำเลยอยู่ในคดีทุจริตรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่ศาลอุทธรณ์ประทับรับฟ้องไปแล้ว มี 1 คนถูกลงโทษทางวินัยให้ออกจากราชการ หลังถูกชี้มูลว่าเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนในการซื้อคอมพิวเตอร์ แม้ว่าขณะนี้ศาลจะมีคำสั่งยกฟ้องไปแล้ว
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนอีก 1 ท่าน แม้จะไม่ถูกตั้งคำถามเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่ก็ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง เพราะมีการเชื่อมโยงประวัติที่ถูกเลื่อนขั้นในตำแหน่งราชการภายในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
รวมถึงมีภาพปรากฎว่าไปต้อนรับ นายอนุทิน ถึงสนามบิน ในลักษณะที่มีการตั้งคำถามว่า จะสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางทางการเมืองได้หรือไม่ ดังนั้น หาก กกต.จะเอาหลังพิงอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 แล้วไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ตนคิดว่าก็จะถูกตั้งคำถามอย่างหนัก
นานพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลที่ 3 เราเห็นว่า กกต. ส่วนใหญ่ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากมีกกต. 4 ใน 7 คนถูกรองรับให้เข้าสู่ตำแหน่งโดยสว.ที่อยู่ในสำนวนที่กำลังพิจารณาอยู่ เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งเช่นนี้ก็อาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่า 4 คนนี้ ก็อาจจะถูกตั้งคำถามหรือตั้งข้อครหาเป็นพิเศษหากมีการตัดสินใจใดๆ ที่ค้านสายตาประชาชน
ฉะนั้น ตนจึงมองว่าหาก กกต. อยากหลุดพ้นจากการถูกตั้งข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน วิธีการที่เรียบง่ายที่สุดและตรงไปตรงมาคือ การมีมติส่งเรื่องทั้งหมดไปให้ศาลพิจารณาว่าใน 229 คนนั้นใครผิดหรือไม่ผิด
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเหตุผลข้อที่ 4 ขณะนี้กกต.ถูกตั้งคำถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ ที่ผ่านมาในการตรวจสอบคดีการทุจริตการเลือกสว.อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ โดยหลักฐานที่นำมาสนับสนุนเหตุผลดังกล่าวนี้ คือคลิปวิดีโอการเลือก สว.รอบไขว้ที่ตนได้มาจากผู้ตรวจการการเลือกสว.
โดยบุคคลในคลิปเป็นหนึ่งใน กกต.ที่จะเป็นคนชี้ขาดว่าเรื่องจะไปถึงศาลหรือไม่ แม้ว่า กกต. อาจจะออกมาชี้แจงว่าการจดหมายเลขผู้สมัครคนไหนที่มีความเหมาะสมเพื่อกันลืมเวลาเดินเข้าคูหานั้น ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ตนคิดว่า ชี้แจงแค่นี้ตอบคำถามสังคมไม่ได้ เพราะคำถามที่สังคมยังมีต่อคือ
1. ในคลิปมีการทิ้งท้ายของ กกต.ที่มาตรวจว่าจะเป็นสว. กันอยู่แล้วเลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะ สะท้อนให้เห็นว่า กกต.คนนั้นต้องเห็นอะไรที่อาจจะไม่สุจริต คำถามที่ตามมาคือเจ้าหน้าที่เห็นอะไรในโพยหรือเห็นอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มองว่าอาจจะมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น และทำให้มีการต้องเก็บโพยรวมถึงตักเตือนกัน
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 2. หลังจากที่เก็บโพยไปแล้ว ในวันที่มีการเลือกระดับประเทศ กกต.ได้มีการดำเนินการอะไรต่อ มีการเรียกประชุม กกต.ทั้ง 7 คนหรือไม่เพื่อมาพิจารณาว่าหลักฐานประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วควรที่จะดำเนินการต่ออย่างไร
เพราะ พ.ร.ป.สว. มาตรา 59 เปิดช่องไว้ว่าหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริต กกต. มีอำนาจในการสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิกการเลือก หรือสั่งให้มีการเลือกใหม่ได้
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 3. ได้มีการตรวจสอบโพยต่อหรือไม่ว่ามีการเชื่อมโยงกับหลักฐานอื่นๆ ที่อยู่ในสำนวนหรือไม่ เช่น ตัวเลขที่ถูกบันทึกไว้ในโพยไปเชื่อมโยงกับตัวเลขของผู้สมัครที่มีการนัดหมาย หลักฐานการเดินทางร่วมกัน หรือเส้นทางการเงินหรือไม่ และ 4. โพยที่เก็บไปขณะนี้อยู่ที่ไหน อยู่ในสำนวนที่ กกต.กำลังพิจารณาว่าจะชี้ขาดส่งไปที่ศาลหรือไม่
“หากคำถามเหล่านี้ กกต.ไม่สามารถชี้แจงให้ชัดได้ แล้วท้ายที่สุดปลายทาง กกต.ไม่ได้ส่งเรื่องไปที่ศาล ผมคิดว่ากกต. ก็อาจจะถูกมองได้ว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มีการปิดตาข้างเดียวต่อกระบวนการโกง สว.หรือไม่
หรือแม้กระทั่งเป็นส่วนหนึ่งที่รู้เห็นเป็นใจของกระบวนการการโกงสว. ที่ผ่านมาหรือไม่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมเห็นว่ากกต. ควรที่จะส่งเรื่องทั้งหมดไปยังศาลตามมติของคณะไต่สวนชุดที่ 26” นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามว่า กรณีเรื่องการจองโรงเเรมก่อนวันเลือกสว. หากมีการยกข้อโต้แย้งว่า ผู้สมัครฯ ที่มาจากฝั่งประชาชนก็มีการจองโรงแรมในลักษณะเดียวกัน มองอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราต้องดำเนินคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่ากับใครก็ตาม และต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน
สิ่งที่เราเห็นในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 คือหลักฐานหลายประเภทประกอบกัน มีทั้งเรื่องการทำโพยที่มีตัวเลขชุดเดียวกัน มีทั้งหลักฐานการนัดหมาย มีหลักฐานทั้งการซื้อตั๋วเครื่องบินให้ เพื่อเดินทางเข้ามาในที่นัดหมาย รวมไปถึงเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับ บุคคลดังกล่าว
