ครม.เงา ปชน. งัดหลักฐาน แฉพิรุธ TH-AI Passport อึ้ง พบเอกสารบริษัทเอกชน B เริ่มโครงการก่อนมีประมูล จ่อยื่น ป.ป.ช. จี้ ‘ไชยชนก’ ยืดอกรับ บี้ ‘อนุทิน’ สั่งระงับโครงการ
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 6 เรื่องการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport
โดย น.ส.รักชนก เปิดหลักฐานซึ่งเป็นเอกสาร Meta Data ของไฟล์เอกสารเริ่มต้นโครงการคิกออฟ TH-AI Passport ซึ่ง น.ส.รักชนก อ้างว่า เป็นเอกสารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอักษร B โดยระบุว่า เอกสารดังกล่าวฟ้องให้เห็นว่า มีการสร้างไฟล์ตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.2568
แต่จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับมีการประชาพิจารณ์ในช่วงวันที่ 15 ธ.ค. 2568 และมีการประมูลในช่วงปลายเดือน ธ.ค. ซึ่งแปลได้ว่ามีการทำงานกันมาก่อนหน้าที่จะมีการประมูลอยู่แล้ว
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนจึงคิดว่าโครงการนี้มากกว่าคำว่าส่อ แต่เป็นการทุจริตจริงๆ ดังนั้น ขอให้มีการทบทวนทีโออาร์ และฝากไปถึงโครงการในลักษณะเดียวกันของกระทรวงอื่น ทั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ซึ่งได้มีการทบทวนทีโออาร์ไปแล้ว
รวมถึงโครงการในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และหากจะเสนอให้เสนอผ่านการของบประมาณประจำปี ทั้งนี้ จะนำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

ด้าน นายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เปิดเอกสารโครงการดังกล่าว ซึ่งพบความผิดปกติว่า ในเอกสารชุดเดียวกันวันที่ 10 พ.ย. 2568 เอกสารที่ใช้สำหรับเสนอประชุม ครม.เศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวกำหนดเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 90 วัน และจะเริ่มให้บริการภายใน 120 วัน
ขณะเดียวกันทีโออาร์ฉบับจริง เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2568 กลับมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา โดยเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเริ่มให้บริการภายใน 90 วัน ตนจึงขอตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเปลี่ยนแปลงระยะเวลาดำเนินโครงการ เพราะรัฐบาลทราบใช่หรือไม่ว่า ในช่วงวันที่ 15 ธ.ค. 2568 ท่านเป็นได้เพียงรัฐบาลรักษาการ
ขณะที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลสามารถนำงบประมาณ 1.6 พันล้านบาทที่ใช้กับโครงการ AI ไปเปลี่ยนประเทศไทยจากในฐานะผู้เช่าใช้ มาทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศได้ ซึ่งประเทศเรามี AI อยู่แล้ว ตนไม่เห็นด้วยที่จะซื้อ AI ต่างชาติผ่านคนกลาง แต่เห็นด้วยที่จะให้มีการจัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G)
นอกจากนี้ ตนขอเสนอให้รัฐทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างทักษะคนทั้งกลุ่มคนทั่วไป กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และใช้ AI ในการจับทุจริต ผลักดันให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ในส่วนของกระทรวงดีอีฯ ควรจะถอยตัวเองออกมา และเป็นผู้สร้างกรอบสร้างมาตรฐานกลางในเรื่อง AI

ด้าน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลเคยประกาศให้ความสำคัญกับ AI แต่ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI แม้แต่ครั้งเดียว โดยครั้งล่าสุดที่เคยเรียกประชุมอยู่ในยุคของรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร
จากที่มีการแถลงมาทั้งหมด ตนคิดว่าเป็นการทำแบบขบวนการ มีการมอบประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจการเมือง ฉะนั้น ตนขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ระงับโครงการทันที เอาจริงกับการจัดการคอร์รัปชั่น หรือจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่ 2.ปฏิรูปเงินนอกงบประมาณ และกองทุนดีอีฯ ให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ 3.เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการสร้าง
เมื่อถามถึงไทม์ไลน์การยื่น ป.ป.ช. เรื่องโครงการ TH-AI Passport น.ส.รักชนก กล่าวว่า ไทม์ไลน์เดิมคือตั้งใจว่ามีการลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้คิดว่าหากเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ก็จะยื่น ซึ่งกระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าว่าจะลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 ก.ค.นี้ ก็คงอยู่ในช่วงระยะเวลานี้
เมื่อถามว่าหลักฐานที่มีจะพุ่งเป้าไปถึงใครบ้าง และจะไปถึงบริษัทเอกชนหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่อยากไปเพ่งโทษหรือให้โทษกับบริษัทที่ทำมาหากิน เพราะเข้าใจว่าทุกบริษัทต้องกินต้องใช้ และถ้านโยบายภาครัฐเป็นอย่างไร หากตามน้ำไป ทุกคนมีกินมีใช้แน่นอน
แต่เราคิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้จริงๆ คือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบาย หากทำนโยบายให้เกิดการแข่งขันจริงๆ ในอุตสาหกรรมนี้ ทุกคนได้ประโยชน์จากงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท หรือเงินทั้งหมดที่อยู่ในก้อนรวมกัน เช่น งบไอที งบพัฒนาทักษะและ AI มูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาท หากมาทำให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนี้ ตนคิดว่าเทคโนโลยีในประเทศ หรือสายไอทีในประเทศงอกเงยขึ้นแน่นอน
คิดว่าเราไม่อยากเอาอะไรกับบริษัทที่เป็นเอกชนหรือนิติบุคคล หรือบริษัทมหาชน เรื่องนี้คนที่ต้องออกมายืดอกรับ คือ นายไชยชนก อย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัท ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็ม ต้องพิสูจน์ว่าอะไรที่เกิดขึ้นและไม่ถูกต้องก็สั่งให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการนี้ อย่าไปเกรงใจใคร เพราะปลัดบอกแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือปลัด และรัฐมนตรีสามารถสั่งปลัดได้
“ส่วนท่านอนุทิน ดิฉันเห็นว่าสั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ เปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เรื่องนี้ท่านเงียบกริบเลย ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่า ในคำร้องจะใส่ชื่อใครบ้าง น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนเน้นฝ่ายการเมือง เพราะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด แต่ข้าราชการคนไหนที่ยินดีที่จะขายตัวรับใช้เรื่องนี้ ก็อย่างที่เห็นกันว่าใครที่ออกมาช่วยฟอกขาวให้โครงการคงจะต้องร่วมด้วย
เมื่อถามกรณีมีการเปิดภาพนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า น.ส.รักชนก กล่าวว่า การที่วันนี้ตนยังไม่เลิกติดตามโครงการนี้และเปิดต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสุดท้ายของตน คือ ต้องการให้พับโครงการ ซึ่งคิดว่าความตั้งใจนี้เป็นการยืนยันแล้วว่า ไม่ว่าใครจะถ่ายรูปร่วมกับใคร คนคนนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไร ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของตน
ตนยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก การที่ตนนำข้อมูลมาเปิดในวันนี้คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วว่า จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของพวกเราหรือไม่ อย่างไร
เมื่อถามย้ำว่า ประเด็นภาพนายธนาธรและนายปิยบุตร จะไม่เป็นการปิดตาข้างเดียวใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าประชาชนในประเทศนี้ได้รับข้อมูลว่า นายปิยบุตรและนายธนาธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไหนในภาครัฐ ไปล็อกสเปกหรือปั้นโครงการให้ใคร สามารถส่งมาให้ตนได้ ยืนยันว่าจะจัดการและยื่น ป.ป.ช.ให้แน่นอน ซึ่งจะดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก