กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คุม 6 ผู้ต้องสงสัยโยง คดีลอบยิง อส.สุไหงปาดี ขยายผลเครือข่ายเตรียมก่อเหตุในสงขลา
เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2569 เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงภายใต้การอำนวยการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้เข้าดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส และอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามตัวบุคคลเป้าหมายตามพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการสืบสวนขยายผลเหตุคนร้ายลอบยิง นายอุรุพงษ์ กมล อายุ 36 ปี สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ชุดคุ้มครองตำบลสุไหงปาดี เสียชีวิต บริเวณริมถนนสาย 4323 บ้านต้นไม้สูง ตำบลปะลุรู อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง ทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ และผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ จนนำไปสู่การสืบสวนขยายผลและพบความเชื่อมโยงของบุคคลในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จึงได้ติดตามตัวเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการซักถามและตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
ผลการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลเป้าหมายได้จำนวน 6 ราย ประกอบด้วย
1.นายชารีฟ (สงวนนามสกุล) ควบคุมตัวในพื้นที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส
2.นายซอฟวรรณ (สงวนนามสกุล) ควบคุมตัวในพื้นที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส
3.นายอับดุลราอิฟ (สงวนนามสกุล) ควบคุมตัวในพื้นที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส
4.นายฮาฟีซัน (สงวนนามสกุล) ควบคุมตัวในพื้นที่อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา
5.นายวันนาซีฟี (สงวนนามสกุล) ควบคุมตัวในพื้นที่อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา
6.นายแวซูไฮมี (สงวนนามสกุล) ควบคุมตัวในพื้นที่อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา
จากการสืบสวนขยายผล พบว่าบุคคลเป้าหมายดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิง อส.อุรุพงษ์ กมล โดยหนึ่งในบุคคลเป้าหมายมีผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกับพื้นที่เกิดเหตุ
นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลข่าวสารที่บ่งชี้ว่า บุคคลบางส่วนในเครือข่ายดังกล่าว อาจเกี่ยวข้องกับการเตรียม ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดสงขลา เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งรติดตามตัวเพื่อป้องกันเหตุและขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ทั้งนี้ บุคคลที่ถูกควบคุมตัวยังคงอยู่ในกระบวนการซักถามตามที่กฎหมายกำหนด โดยบางรายยังไม่มีหมายจับ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง บทบาท และความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ตามหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่าการปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
พร้อมเดินหน้าสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ป้องกันการก่อเหตุรุนแรง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความสงบเรียบร้อยและสันติสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป