สุชาติ ลุยทับลาน ปิดปัญหาทับซ้อน 40 ปี คืนสิทธิชาวบ้านดั้งเดิม ยันไม่เอื้อนายทุน เดินหน้าสั่งรื้อ 3 รีสอร์ตรุกป่า ดำเนินคดีถึงที่สุด เผยได้พบคุณตาวัย 87 อยู่มาตั้งแต่ก่อนประกาศเขตอุทยานฯ

วันที่ 28 มิ.ย. 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัด​ ทส. นำคณะผู้บริหาร ทส. นายวิจิตร​ กิจวิรัตน์​ รอง​ ผวจ.นครราชสีมา​ และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร นายเทวินทร์ มีทรัพย์ อดีต มือปราบกรมป่าไม้ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา

เพื่อชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนตามแผนที่ One Map และรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ หวังสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โปร่งใส ตลอดจนสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และการคุ้มครองสิทธิของชุมชนดั้งเดิมอย่างเป็นธรรม​ ณ โรงเรียนบ้านราษฎร์พัฒนา อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา

โดยมีนายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เพื่อร่วมกันชี้แจงแนวทางการดำเนินการการสอบพิสูจน์สิทธิ์ และข้อกฎหมายตามมติคณะกรรมการอุทยานฯ ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน พร้อมแสดงแผนที่พื้นที่ทับซ้อน

จากนั้นคณะได้ลงพื้นที่ชุมชน “โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคง” (พมพ.) และ “โครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม” (คจก.) เพื่อพบปะและรับฟังเสียงสะท้อนจากราษฎรดั้งเดิมที่รัฐเคยอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในยุคปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งยังคงประสบปัญหาขาดความชัดเจนเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินทำกินมานานหลายสิบปี

ก่อนที่รัฐมนตรีฯ จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อสำรวจสภาพพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขต อ.เสิงสาง อ.ครบุรี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และอ.นาดี จ.ปราจีนบุรี

นายสุชาติ เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหานี้​ คือ การเร่งรัดตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิของชาวบ้านดั้งเดิมผู้ยากไร้เป็นรายแปลงอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมายกับรีสอร์ตที่บุกรุกป่าอย่างเข้มงวด โดยไม่มีการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใดๆ ทั้งสิ้น และยืนยันว่าจะไม่มีการตัดผืนป่าธรรมชาติอย่างแน่นอน​

“การดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบของกฎหมาย ยึดหลักข้อเท็จจริงและข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างโปร่งใส การปรับปรุงแนวเขตครั้งนี้ไม่ใช่การเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานทั้งหมด แต่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของชุมชนดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการเตรียมประกาศพื้นที่เพิ่มเติมเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ”

ส่วนคดีบุกรุกป่าที่อยู่ในกระบวนการศาล ยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด​ โดยในวันนี้ได้ลงพื้นที่พบกับคุณตาสถิตย์ พันหอม อายุ 87 ปี ซึ่ง​เป็นส่วนหนึ่งของราษฎรที่มาอยู่อาศัยในพื้นที่ตั้งแต่ก่อนการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานและช่วงที่มีการอพยพราษฎรมาอยู่ในพื้นที่โดยหน่วยงานความมั่นคงในยุคสงครามแย่งชิงประชาชน​

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า​ สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย​ ในวันนี้ทางอุทยานแห่งชาติทับลานได้นำหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ครอบครองโรงแรมรีสอร์ตที่คดีถึงที่สุดแล้วดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุปัน ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 2542 ความผิดมูลฐานมาตรา 3 (15) ทําผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม

โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครอง ทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระบวน การแสวงหา ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเป็นการค้า​ ซึ่งขณะนี้อุทยานแห่งชาติทับลานได้นำประกาศแจ้งเตือนให้รื้อถอนไปติด​ที่ 3 รีสอร์ต ในท้องที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และจะเริ่มต้นรื้อถอนโรงแรมหรือรีสอร์ตทุกราย เพื่อนำที่ดินคืนมาให้อุทยานแห่งชาติฟื้นฟูป่าต่อไป​

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาทับซ้อนแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน รัฐบาลได้กำหนดแนวทางจัดการปัญหาที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 5 กลุ่ม ตามลักษณะการถือครองและวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์พื้นที่ ดังนี้

1. ​​พื้นที่ ส.ป.ก. (53,416 ไร่) เห็นควรเพิกถอนจากเขตอุทยานฯ เพื่อดำเนินการตามหลักการ One Map

2. ​โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี (8,328 ไร่) เร่งตรวจสอบสิทธิ์และจัดการคดีความให้สิ้นสุดก่อนดำเนินการตามระเบียบ

3. ​พื้นที่ พมพ./คจก. (87,500 ไร่) เห็นควรเพิกถอนออกจากเขตอุทยานฯ โดยจะทำประชามติสอบถามความต้องการรูปแบบสิทธิ์ของราษฎร

4. ​พื้นที่อื่นนอกเขต ส.ป.ก. และโครงการมั่นคง (109,420 ไร่) ตรวจสอบสิทธิ์รายแปลงอย่างเข้มงวด เพื่อคัดกรองกลุ่มทุนออกก่อนดำเนินการตามกฎหมาย

5. ​พื้นที่ราชพัสดุ (6,621 ไร่) เห็นควรเพิกถอนจากเขตอุทยานฯ เพื่อให้เป็นไปตามการใช้ประโยชน์ในราชการทหารตามสถานะเดิม

สำหรับขั้นตอนต่อไป จะนำข้อเสนอแนะและข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ประสานงานร่วมกับ สคทช. เพื่อนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอที่ปรับปรุงใหม่ รวมถึงการกำหนดแนวกันชน (Buffer Zone) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

“ขอยืนยันว่าจะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาโดยยึดมั่นในความถูกต้องทางกฎหมาย เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน ควบคู่กับการรักษาผืนป่าสมบูรณ์ไว้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติสืบไป” นายสุชาติ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน