ยศชนัน ตั้งเป้า 4 ปี เร่งพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ รับสังคมสูงวัย ดึง AI เชื่อมระบบสุขภาพ ดูแลประชาชนทั่วไทย ยึดโมเดล “ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์” ขยายผลร่วม สปสช.

วันที่ 29 มิ.ย. 2569 ที่อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุและอาคารนวัตกรรม “ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์”

พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมเปิดอาคารอย่างเป็นทางการ

นายยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ความท้าทายของระบบสุขภาพในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ประชาชนมีอายุยืนยาว แต่ต้องทำให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีความสุข และมีสุขภาพที่ดีตลอดช่วงชีวิต

“เราเชื่อว่าการดูแลผู้สูงอายุที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เจ็บป่วย หรือในช่วงสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น แต่เป็นการดูแลตลอดเส้นทางของชีวิต เพื่อให้ทุกคนสามารถสูงวัยได้อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี”

นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ เป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดำเนินการมาเกือบ 10 ปี ก่อนขยายสู่การดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา การฟื้นฟู การดูแลระยะยาว การวิจัย นวัตกรรม และการผลิตบุคลากรด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า การดูแลผู้สูงอายุในอนาคตไม่ใช่หน้าที่ของโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการดูแลทางสังคม โดยจะใช้โมเดลของศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ เป็นต้นแบบขยายผลร่วมกับ สปสช. เพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะทำได้เอง แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องทำร่วมกัน เราหวังว่าจะใช้โมเดลที่ธรรมศาสตร์เริ่มต้นร่วมกับ สปสช. ขยายผลให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการของประชาชนทุกภาคส่วน”

นายยศชนัน กล่าวอีกว่า เทคโนโลยีจะเป็นหัวใจสำคัญของระบบสุขภาพในอนาคต ทั้งระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ รวมถึงการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งช่วยต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศ

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า เมื่อความต้องการเทคโนโลยีทางการแพทย์เพิ่มขึ้น ก็จะเกิดอุตสาหกรรมการแพทย์สำหรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็น New Growth Engine ของประเทศไทย และสามารถต่อยอดสู่ประชาคมโลกได้

“ถ้าเรามีโอกาสทำงานต่อเนื่อง 4 ปี ผมเชื่อว่าเราจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ทั้งการใช้ AI ในระบบสุขภาพ การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ การดูแลผู้ป่วยทางไกล และการนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลประชาชน” นายยศชนัน กล่าว

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบดูแลผู้ป่วยระยะท้ายทั้งในชุมชนและวัด แต่ยังขาดการเชื่อมโยงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ให้เข้ามาดูแลอย่างต่อเนื่องจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต สปสช. จึงเตรียมนำโมเดลของศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ไปพัฒนาเป็นต้นแบบ พร้อมสนับสนุนงบประมาณ เพื่อขยายผลไปยังหน่วยบริการทั่วประเทศ

ขณะที่นายศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ เป็นพันธกิจของมหาวิทยาลัยที่มุ่งใช้ศักยภาพด้านการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม แก้ไขปัญหาสังคมไทย โดยเฉพาะการรองรับสังคมสูงวัย แม้มหาวิทยาลัยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่สามารถเป็นผู้ริเริ่มและวางต้นแบบให้ภาครัฐนำไปต่อยอดเป็นนโยบาย เพื่อให้คนไทยมีอายุยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ให้บริการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร ตั้งแต่ผู้ป่วยระยะท้าย ผู้สูงอายุที่พักฟื้นหลังออกจากหอผู้ป่วยวิกฤต ผู้ป่วยติดเตียง ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้

โดยปัจจุบันสามารถรองรับผู้ป่วยได้เกือบ 200 เตียง มีทั้งบริการผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก คลินิกผู้สูงอายุ และ Day Care พร้อมเชื่อมโยงการรักษากับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและปลอดภัยที่สุด พร้อมตั้งเป้าให้ศูนย์แห่งนี้เป็นต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรของประเทศไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน