ปชน. ส่ง ส.ก.เนอส ชิงประธานสภา กทม. ชูเปิดผลลงมติอัตโนมัติ-ไลฟ์ทุกประชุม พร้อมใช้ AI สแกนงบฯ 70 ชี้ได้มา 22 เสียง ประสบความสำเร็จแล้ว ด้าน ‘วิโรจน์’ เปิดวาระ 6 เดือนแรก
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 มิ.ย. 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหารผู้ว่าฯ พรรคประชาชน พร้อมด้วยว่าที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคประชาชน ทั้ง 22 คน แถลงกรณีเสนอชื่อผู้เข้าชิงประธานสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมวาระผลักดันสภาโปร่งใส ในยุคผู้ว่าชัชชาติ 2 ว่า จะมี 2 ข้อบัญญัติแรกที่พรรคประชาชนจะเร่งขับเคลื่อนเป็นวาระสำคัญของเมืองและวาระสำคัญของสภา กทม. คือ
1.ข้อกำหนดไซต์ก่อสร้างปลอดภัยเพื่อให้ใช้ก่อสร้างทุกแห่งในกรุงเทพฯ มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด มีการเปิดเผยสัญญาประกันภัย มีการเข้มงวดและดูแลเรื่องของความปลอดภัยเพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณไซต์ก่อสร้าง หรือเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นประชาชนจะได้รับความคุ้มครองการดูแลการชดเชยจากประกันภัยอย่างเต็มที่
2.ข้อบัญญัติควบคุมอาคาร เพื่อให้อาคารเก่าทั้งหมดในกรุงเทพฯ มีมาตรฐานในการตรวจสอบ มีการปลดล็อกเอาอาคารที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยมาใช้งาน เพื่อประโยชน์สาธารณะของชาวกรุงเทพฯ เช่น เรื่องการทำฟู้ดคอร์ทในราคาย่อมเยา
รวมถึงอาคารขนาดใหญ่ที่อาจจะต้องมีข้อบัญญัติกำกับให้มีการจัดสรรพื้นที่ไว้สำหรับจอดรถเมล์หรือรถสาธารณะ เพื่อคลี่คลายปัญหาการจราจรในห้างสรรพสินค้าหรืออาคารใหญ่

นายวิโรจน์ กล่าวว่า นอกจาก 2 ข้อบัญญัติดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อบังคับที่เราจะเพิ่มขึ้นมาด้วย คือ ข้อบังคับการประชุมสภา เราจะขับเคลื่อนสภา กทม. ให้มีความโปร่งใส ทุกการประชุมเมื่อมีมติใดๆ ชาวกรุงเทพฯ ควรได้รับรู้ด้วย ทุกอย่างต้องเปิดเผยเป็นสาธารณะว่ามีโครงการใดเกิดขึ้นบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ใช้จ่ายไปอย่างไร ซึ่งตนคิดว่าทั้ง 3 เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ
ขณะที่คณะกรรมการวิสามัญนั้นจะมี 2 ชุดที่เราจะตั้งขึ้นมาทันที คือ 1.คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการส่งตัวผู้มีสิทธิ์บัตรทองในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีหลายคนที่ชื่อของเขาสังกัดอยู่ในคลินิก และเมื่อต้องการรักษาตัวกับคุณหมอเฉพาะทาง หรือต้องการได้รับการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น จะมีปัญหาเรื่องการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลทุติยภูมิหรือโรงพยาบาลตติยภูมิ ถือเป็นปัญหาที่มีอยู่ทุกเขต
โดย ส.ก.เรามีความตั้งใจอย่างมากที่จะหาแนวทางร่วมกันกับรัฐบาลกลางในการแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วง และ กทม. มีความจำเป็นต้องนำงบประมาณไปอุดหนุนและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก็จะได้นำเรียนวิธีแก้ปัญหากับผู้ว่าฯ รับทราบและผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า 2.คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแก้ไขปัญหาขยะในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเขตประเวศ รวมถึงการคัดแยกขยะและฝังกลบขยะ ซึ่งเราควรมีแนวทางการจัดการขยะในกรุงเทพฯ ในระยะยาวที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภา กทม. ในปี 2570 ที่ประชาชนอยากเห็นว่ามีการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา โดยพวกเรามีความตั้งใจที่จะนำ AI เข้าไปสกรีนตรวจสอบโครงการทั้งหมดในงบปี 2570 เพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับผู้ว่าฯ รวมถึงจะเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบ นี่คือวาระเมืองในช่วง 6 เดือนแรก
“ฉะนั้น การจะขับเคลื่อนวาระเมืองให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว พรรคประชาชนจึงมีความเห็นว่า เราต้องการประธานสภา กทม. ที่เข้าใจวาระเมืองและยึดมั่นอุดมการณ์ที่จะทำให้สภาโปร่งใส มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคนนั้นที่เราเห็นพ้องต้องกันที่จะสนับสนุนให้เป็นประธานสภา กทม. คือ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ ส.ก.เขตบางซื่อ” นายวิโรจน์กล่าว

ด้าน น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนในฐานะแคนดิเดตประธานสภา กทม. ของพรรคประชาชน เสนอ คือ การเอาวาระการทำงานเป็นที่ตั้ง สิ่งที่เราผลักดันมาตลอดคือสภาโปร่งใส ใครทำอะไรต้องรู้หมด รวมถึงการทำให้สภาแห่งนี้เป็นสภาที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงที่สุด
สำหรับสภาโปร่งใสที่เราเสนออันดับแรก คือ การเปิดเผยผลการลงมติของ ส.ก.ทุกคนให้เป็นอัตโนมัติ โดยเราจะไปแก้ข้อบังคับจากเดิมที่ผลการลงมติจะไม่ได้มีการเปิดเผย ต้องไปขอประธานสภาให้เปิดเผย และที่ผ่านมาเกิดความอิหลักอิเหลื่อค่อนข้างเยอะว่าทำไมจึงขอโครงการนี้ แล้วไม่ขอโครงการนี้ ดังนั้น เราจะคืนความปกติให้กับสภา กทม. ให้เปิดเผยผลมติของทุกท่านทุกครั้งอย่างอัตโนมัติเหมือนสภาใหญ่ที่ทำมาแล้ว

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า อันดับต่อไปที่เราผลักดันมาตลอด คือ การไลฟ์สดการประชุมคณะวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปีของกรุงเทพมหานคร ครั้งนี้เราจะแก้ไขข้อบังคับให้รวมคณะกรรมการสามัญและวิสามัญทั้งหมดของสภากทม. ให้เป็นการไลฟ์สดโดยอัตโนมัติ แต่หากวาระไหนที่ประชุมแล้วมีชื่อบริษัทที่อาจจะมีความเสี่ยง หรือเกี่ยวกับความมั่นคงก็สามารถพักการถ่ายทอดสดได้
อันดับถัดไปคือประสิทธิภาพในการทำงานของ ส.ก. ที่เรามีการเปิดเผยการเข้าประชุมของ ส.ก. ว่าในการประชุมกรรมการสามัญและกรรมการวิสามัญ ส.ก.ท่านนั้นเข้าประชุมบ่อยแค่ไหน
อันดับต่อมาที่สำคัญมาก คือ เราจะไปแก้ไขข้อบัญญัติ เพื่อให้เอกสารที่ฝ่ายบริหารจะส่งมาให้สภา กทม. ในการตรวจสอบงบรายจ่ายประจำปีจะต้องมี Machine Readable แนบมาด้วย เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างมีประสิทธิ
นอกจากนี้ เราจะผลักดันให้มีการจัดตั้งสำนักงานวิชาการและงบประมาณของสภา กทม. ที่จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานเรื่องงบประมาณของ ส.ก. โดยการวิเคราะห์งบประมาณมาล่วงหน้าแล้วว่ารายการต่างๆ นั้นมีความต่างจากราคากลางเท่าไหร่ บริษัทที่เสนอมานั้นเสนอโครงการใดอีกบ้าง ย้อนหลังไปกี่ปี สนับสนุนข้อมูลในการร่างข้อบัญญัติให้ ส.ก.ด้วย เพราะที่ผ่านมาเป็นการทำงานร่วมกับฝ่ายกฎหมายซึ่งไม่เพียงพอ

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า สุดท้ายที่เราคิดว่าควรจะมีมากๆ และเราจะผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ คือ การจัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญตรวจสอบสัญญาผูกขาด โดยเราจะตั้งคณะกรรมการนี้ขึ้นมาเพื่อทบทวนสัญญาระยะยาวของกรุงเทพมหานคร ที่มีวงเงินเกิน 1 ร้อยล้านบาทขึ้นไปที่ทำกับเอกชน
โดยเราจะเน้นไปสัญญาที่เกี่ยวข้องกับโรงขยะ การให้สัญญาสัมปทานกรุงเทพมหานคร และการจัดซื้อจัดจ้างระยะยาวในระบบไอทีต่างๆ ที่มีความเสี่ยงที่จะทุจริต
“ดิฉันในฐานะแคนดิเดตประธานสภา กทม. ของพรรคประชาชน เราจะผลักดันวาระเหล่านี้ให้ได้ และคาดหวังว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนในสภา กทม.จะเห็นวาระนี้ตรงกันกับเรา จึงขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกให้เข้ามาร่วมกันกับเรา สิ่งที่เราผลักดันมาตลอดสี่ปี เราต้องการให้สภาแห่งนี้โปร่งใส ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ มีประสิทธิภาพในการทำงาน และขอฝากพี่น้องประชาชนเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วย” น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ขณะนี้หาพันธมิตรได้แล้วหรือไม่ที่จะมาสนับสนุน นายวิโรจน์ กล่าวว่า ขณะนี้มีอย่างน้อย 4 คนแล้วที่เห็นตรงกันและมาพูดคุย สามารถกำหนดวาระในการทำงานร่วมกันแล้ว ฉะนั้น จึงต้องขอขอบคุณว่าที่ ส.ก.ทั้ง 4 คนนั้นด้วย อย่างน้อยขณะนี้ก็สามารถนับ 22+4 ไปได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังมีว่าที่ ส.ก.อีกหลายท่านที่เรายังหารือกันอยู่ แต่ยืนยันว่าการหารือที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการหารือโดยเอาวาระเมืองเป็นตัวตั้ง เป็นการหารืออย่างสร้างสรรค์
เมื่อถามกรณีที่นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ว่าที่ ส.ก.ลาดกระบัง ประกาศพร้อมหนุน น.ส.ภัทราภรณ์นั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเปิดทีเดียวดีกว่า และการเปิดต้องให้ทางท่าน ส.ก. เป็นคนเปิด แต่เบื้องต้นต้องขอบคุณนายสุรจิตต์มากๆ
เมื่อถามว่า ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ได้ติดต่อพูดคุยอะไรกันหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ระหว่างนี้ก็มีการพูดคุยกันตลอด เพราะการทำงานของสภา กทม. จะต้องทำงานร่วมกัน จริงๆ เราต้องการ 50 เสียง เช่น การผลักดันการแก้ไขปัญหาเรื่องบัตรทองที่เกิดขึ้นกับทุกเขต
ลำพัง 22 เสียง 25 เสียง หรือ 27 เสียงไม่มีพลัง แต่เชื่อว่าเวลาที่ ส.ก. นั่งคุยกันเขาจะคุยกันเรื่องนี้ จึงคิดว่าอยากให้เป็นวาระของเมืองร่วมกัน หากเราได้ 50 คนไม่มีปัญหาเลย

เมื่อถามว่า หากน.ส.ภัทราภรณ์ ได้เป็นประธานสภา กทม. โครงการและการดำเนินงานต่างๆ จะราบรื่นและดีกว่าสำหรับคนกรุงเทพฯ อย่างไรบ้าง น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการที่เรามีเพื่อน ส.ก. เพิ่มเป็น 22 เสียงจะทำให้การทำงานง่ายขึ้นอย่างแน่นอน แต่ในวาระเมืองปกติก็จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ในหลายเรื่อง สุดท้ายเราต้องเอาพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง
เมื่อถามว่า มองว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการรวมตัวของส.ก. เพื่อสกัดขาพรรคประชาชน น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ หากเราย้อนดูการทำงานของสภา กทม.ที่ผ่านมา ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น และได้แต่คาดหวังว่าเมื่อเราเสนอวาระเมืองของเราไปแล้ว หาก 28 เสียงที่เหลือหรือจะกี่เสียงก็ตาม หากมีวาระอย่างไรก็ควรที่จะเสนอมาเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เราคาดหวังว่าเราจะได้ ส.ก. เกินครึ่ง เพื่อที่จะผลักดันวาระที่เราต้องการทำให้ง่ายขึ้น แต่เมื่อผลออกมาเป็น 22 ตนก็ยังถือว่าเป็นความสำเร็จ และหากดูในภาพรวม ส.ก. ของพรรคประชาชนก็เป็นหน้าใหม่กันมากๆ หากดูในเชิงลึกลงไปอีกก็จะเห็นว่ากลุ่มหรือพรรคอื่นไม่มีหน้าใหม่เลย จึงคิดว่านี่เป็นความสำเร็จที่น่าตื่นเต้นมากๆ สำหรับสนามท้องถิ่นของพรรคประชาชนในครั้งนี้