เท้ง อัด ‘อนุทิน-ภท.’ ปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติด แต่เกียร์ว่างไม่ควบคุม ทำปัญหาลุกลาม ไทยกลายเป็นฮับยาเสพติด คนไทยป่วยจิตเวชจากกัญชาพุ่งทะลุ 2 หมื่นราย
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา กรณีปัญหากัญชาและยาเสพติดว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นฮับ (HUB) ส่งออกกัญชาของโลก และถูกมองจากรัฐบาลทั่วโลกว่า เป็นฐานปฏิบัติการให้กับแก๊งอาชญากรข้ามชาติ ผู้ค้ายาเสพติด จากที่มีการสกัดจับการขนยาเสพติดและกัญชาจากประเทศไทยไปประเทศปลายทาง
ซึ่งตัวเลขจากกรมศุลกากรเมื่อเดือน ต.ค. 2568 ถึงเดือน พ.ค. 2569 มีการจับกุมผู้กระทำความผิดขนกัญชาได้เกือบ 3,000 คดี น้ำหนักรวมกันกว่า 3 แสนกิโลกรัม มูลค่ารวม 4,000 กว่าล้านบาท และยังมีหลายกรณีที่ไม่สามารถจับกุมได้ และเล็ดลอดออกไปจากต่างประเทศ เช่น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการจับกุมกัญชาแห้ง 23 กิโลกรัม มูลค่ารวมราว 16.9 ล้านบาท ที่ฮ่องกง
ยังมีบิ๊กล็อตที่โปแลนด์และเยอรมนี ซึ่งซุกซ่อนไปกับตู้คอนเทนเนอร์ กว่า 1.2 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 450 ล้านบาท และที่อินโดนีเซีย มีการตรวจยึดช่อดอกกัญชาคุณภาพสูงจากประเทศไทย 3.37 ตัน
ความเสื่อมเสียของประเทศไทยนี้เกิดขึ้นมานั้งแต่ปี 2565 สมัยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ดำรงตำแหน่งเป็น รมว.สาธารณสุข ที่ปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติด ขณะที่หลายประเทศปลายทางยังจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนไทยโดยตรง ซึ่งมีการเปิดเผยตัวเลขจากหน่วยงานภาครัฐ พบว่าปี 2562 มีผู้ป่วยจิตเวชจากการเสพกัญชาประมาณ 6,500 กว่าราย แต่หลังปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดแล้ว ตัวเลขผู้ป่วยจิตเวชในปี 2566 กระโดดขึ้นไปอยู่ที่ 20,000 กว่าราย หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว
สะท้อนให้เห็นชัดว่า การปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดโดยไม่มีกฎหมายเข้าไปกำกับดูแลที่ดีเพียงพอ ทั้งแง่ของผู้ซื้อจะเป็นใครบ้าง รวมถึงการออกใบอนุญาตต่างๆ ที่ยังเป็นประเด็นอยู่ ทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายในประเทศไทยในปัจจุบัน
“พรรคประชาชนไม่ได้เห็นค้านในการใช้กัญชาทางการแพทย์ แต่การมีกฎหมายกำกับควบคุมดูแลที่เข้มงวดและดีเพียงพอเป็นสิ่งที่นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยละเลยใน 4 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2565-2569” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในส่วนของกฎหมายกำกับดูแลในฝั่งของผู้เสพที่ไม่ได้มีการกำหนดอายุขั้นต่ำที่ซื้อผลิตภัณฑ์กัญชาได้ ขณะที่การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือแม้แต่สลากกินแบ่งรัฐบาลมีกฎหมายกำกับไว้ แม้รัฐบาลจะอ้างว่ามีการกำกับในส่วนของการออกใบอนุญาตอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นโทษอาญา เป็นโทษที่เบามาก นี่คือช่องว่างกฎหมายที่ไม่สามารถจำกัดฝั่งผู้เสพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ผลิตตามพ.ร.บ.คุ้มครองส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยปี 2542 มีใบอนุญาตเพียง 3 ชนิดเท่านั้น คือ 1.ใบอนุญาตขายและแปรรูป 2.ใบอนุญาตส่งออก และ 3.ใบอนุญาตวิจัย แต่ไม่มีใบอนุญาตในการผลิต
ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐไม่สามารถทราบได้เลยว่า สต๊อกหรือปริมาณกัญชาที่ผลิตในประเทศมีเท่าไหร่ จึงไม่มีทางที่จะเห็นสเกลของปัญหาและจะรู้ได้ว่า ตกลงการที่จะป้องกันไม่ให้มีการส่งออกไปยังประเทศปลายทางต่างๆ นั้น ได้มีการกำกับดูแลอย่างทั่วถึงหรือไม่ อย่างไร
ดังนั้น จึงขอเรียกร้องไปถึงรัฐบาล ในระยะสั้น คือนายกฯ จะต้องลงไปกำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) หน่วยงานด้านความมั่นคง กรมศุลกากรจะต้องสกัดกั้นไม่ให้มีการส่งออกกัญชาจากประเทศไทย รวมถึงยาเสพติดชนิดอื่นๆ ไปยังประเทศปลายทาง เพื่อไม่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสื่อมเสียไปมากกว่านี้
ส่วนระยะกลาง และระยะยาว จะต้องเร่งผลักดันกฎหมายเพื่อควบคุมกัญชาในประเทศ ซึ่งตัวแทนรัฐบาลได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า พร้อมที่จะผลักดันกฎหมายฉบับนี้
“ผมเชื่อว่า 4 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่พรรคภูมิใจไทยอาจจะเกียร์ว่างไปหน่อย ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายจนทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายมาถึงปัจจุบัน ในส่วนของพรรคประชาชนพร้อมเดินหน้าพิจารณากฎหมายฉบับนี้อย่างเข้มข้น เพื่อทำให้มีการกำกับดูแลการผลิตการใช้การขายกัญชาในประเทศที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว