สก.ปชป.เปิดปม สก.กดบัตรแทนกันเทียบสส. ชี้ผิดทั้งคู่ ร้ายแรงถึงติดคุก-ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต ประชาธิปัตย จ่อยื่น ป.ป.ช. 5 ส.ค.
เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง และนายนภาพล จีระกุล ส.ก.บางกอกน้อย ให้สัมภาษณ์กรณี นายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก.เขตยานนาวา พรรคประชาชน กดบัตรลงคะแนนแทน ว่าที่ร้อยตรี ไซราม ประกายกิจ ส.ก.เขตสาทร ที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ในวาระการพิจารณาญัตติร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานครเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา
ซึ่งปรากฏผลคะแนนโหวต 42 คะแนน ทั้งที่มีสมาชิกแสดงตนในห้องประชุมเพียง 41 คน กระทั่งนายภัทรศักดิ์ ยอมรับได้กดบัตรลงคะแนนแทน
นายสุทธิชัย กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่สามารถยอมความได้ เนื่องจากข้อบังคับและระเบียบในสภากทม. ห้ามกดบัตรแทนกันอย่างเด็ดขาด เพราะการลงมติแต่ละครั้งเป็นการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับประชาชน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ประธานสภากทม. เน้นความโปร่งใส มีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับทราบข้อมูลการพิจารณางบประมาณและญัตติต่างๆ อย่างเปิดเผย
จากการตรวจสอบระบบพบว่า บัตรของว่าที่ร้อยตรี ไซราม ยังคงเสียบค้างอยู่ในเครื่อง แม้เจ้าตัวจะไม่ได้อยู่ในห้องประชุมก็ตาม ซึ่งปกติหากสมาชิกไม่อยู่ ต้องดึงบัตรออก แต่ในวันนั้นเมื่อประธานเปิดโหวต สัญญาณไฟจะกระพริบ และหากมีการกดคะแนนไฟจะค้างทันที ซึ่งกรณีนี้พบว่ามีการกดคะแนนในเครื่องของว่าที่ร้อยตรี ไซราม จนปรากฏคะแนนเกินมา 1 เสียงชัดเจน
นายสุทธิชัย ระบุว่า ข้ออ้างเรื่องเครื่องเสียแล้วไปเสียบบัตรเครื่องอื่นนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะหากเครื่องเสียจริง สมาชิกต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่แก้ไขหรือแจ้งต่อที่ประชุม ไม่ใช่การนำบัตรไปกดแทนกัน ซึ่งถือว่ามีเจตนาชัดเจนและไม่ใช่ความพลั้งเผลอ เนื่องจากผู้กระทำไม่ใช่สมาชิกใหม่ที่เพิ่งลงคะแนนเป็นครั้งแรก
“กฎหมายมันล้อกันอยู่แล้วกับสภาใหญ่ กดบัตรแทนกันไม่ได้ เพราะการโหวตคือระเบียบสภาที่จำเป็น ยิ่งยุคนี้เราเน้นเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ แต่กลับมีการมาโหวตแทนกันเองแบบนี้ ซึ่งการโหวตแต่ละครั้งเป็นเรื่องการออกกฎหมายบังคับใช้กับประชาชน คุณจะอ้างว่าเผลอหรือเครื่องเสียไม่ได้ เพราะถ้าเครื่องเสียคุณต้องแจ้งสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ให้แก้ไข ไม่ใช่เอาของเขามากดแทน ซึ่งโทษมันหนีไม่พ้น อ้างอะไรไม่ได้เลย” นายสุทธิชัย กล่าว
ด้านนายนภาพล กล่าวว่า การกระทำนี้เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม มาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และอาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต โดยผู้ที่ต้องรับผิดชอบไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ที่กดบัตรแทนเท่านั้น แต่รวมถึงเจ้าของบัตรที่สมยอมด้วย เนื่องจากว่าที่ร้อยตรี ไซราม รับทราบภายหลังว่ามีการกดบัตรแทนตนเอง แต่กลับนิ่งเฉย ไม่ยอมคัดค้านหรือยืนยันต่อที่ประชุมว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้กดคะแนน ซึ่งถือเป็นการร่วมกันปกปิดความผิด
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมส่งหนังสือถึง รมว.มหาดไทย เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งกรรมการสอบสวนและเข้าสู่กระบวนการถอดถอนสมาชิกสภา กทม.ในเขตนั้นๆ หากมีมติ 3 ใน 4 ของสมาชิกสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมใหม่
นายนภาพล ยังชี้ให้เห็นบรรทัดฐานจากสภาผู้แทนราษฎรในอดีตว่า กรณีการกดบัตรแทนกันศาลมักมีคำพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งเป็นโทษที่รุนแรงมากสำหรับการละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นในฐานะผู้แทนประชาชน
“มันเข้าข่าย 157 ผู้ใดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษจำคุก คนที่กดก็โดน คนที่ให้กดก็ร่วมด้วย เพราะคุณเห็นว่ามีคนใช้บัตรแทนแต่คุณนิ่งเฉยเท่ากับสมยอม ปกปิดไม่บอกตั้งแต่แรก กรณีนี้มีบรรทัดฐานจากสภาใหญ่มาแล้วว่าโทษจำคุกไม่รอลงอาญา และอาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ถือว่าแรงมากเพราะเป็นการไปใช้สิทธิ์ของคนอื่นแทน” ส.ก.บางกอกน้อย กล่าว