อาสพลธ์ โต้ โรม หลังโยง อนุทิน เอี่ยวสอบท้องถิ่น ชี้ขบวนการมีมานานตั้งแต่ปี 62-64 ยอมรับ ศรีสะเกษมีเรียกเงินแลกตำแหน่ง จี้ สถ. ส่ง 5 หน่วยงานสอบ 5,925 ราย สาวให้ถึงผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริง เผย ภท. เตรียมดันแก้กฎหมายปิดช่องโหว่เอาผิดสอบทุจริตทุกหน่วยงาน

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 7 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงกรณีนายรังสิมันต์ โรม ประธานกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาฯ ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะที่ดำรงตำแหน่งรองนายกฯและรมว.มหาดไทย อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสอบท้องถิ่น เนื่องจากเมื่อปี 67 มีการเปลี่ยนผู้รับจ้างการสอบจากเดิมมหาวิทยาลัยบูรพา มาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) นั้น ว่า

ในฐานะที่ตนเป็นสส.ศรีสะเกษ ในปี 66 ได้มีชาวบ้านมาร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นว่ามีนายหน้าในพื้นที่จ.ศรีสะเกษ ได้พูดกับชาวบ้านในพื้นที่ว่า หากใครอยากรับราชการส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าอบต. หรือเทศบาล ให้หาเงินมาจ่าย 5-8 แสนบาท แล้วแต่ตำแหน่ง

ตนได้รับเรื่องร้องเรียนในลักษณะนี้จำนวนมาก จึงนำประชาชนในศรีสะเกษมาร้องเรียนต่อกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 5 ม.ค. 67 และในวันที่ 26 ม.ค. 67 ได้มีการทำ MOU ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนกลาง

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า การที่นายรังสิมันต์ กล่าวหานายอนุทิน ได้มีการยกเลิกมหาวิทยาลัยบูรพานั้น ต้องเรียนว่าในปี 62 และ 64 มีการจัดสอบข้าราชการท้องถิ่น 2 ครั้ง โดยมีผู้รับจ้างคือมหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งการที่ตนได้รับเรื่องร้องเรียน ก็เกิดจาก 2 มหาวิทยาลัยนี้เป็นผู้รับจ้างจัดการสอบ

เมื่อตนทราบว่ามหาวิทยาลัยบูรพา จะได้เป็นผู้รับจ้างให้ดำเนินการสอบอีกครั้ง จึงนำประชาชนจ.ศรีสะเกษไปร้องเรียน โดยเรื่องนี้สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถ. และตนได้ไปให้ปากคำกกับกรรมการใน สถ. แล้ว แต่จากนั้นตนได้รับโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของ สถ.บอกว่า ตนให้การเท็จอาจจะถูกฟ้องได้ ซึ่งตนยืนยันไปว่า ถ้าจะฟ้องก็ฟ้อง เพราะตนทราบว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในศรีสะเกษ

แม้ในช่วงเวลานี้ จะเห็นว่ามีกลุ่มบุคคลที่จ่ายเงิน สอบภาค ก. ภาค ข. ไม่ผ่านแล้วปรับแก้ให้ผ่าน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่จ่ายเงินเพื่อให้สอบผ่าน ซึ่งในศรีสะเกษ มีคนที่จ่ายเงินแล้วสอบไม่ผ่านก็ได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมด 19 คดี

มี 2 คดีที่ตำรวจส่งฟ้องพนักงานอัยการไปแล้วและในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง ลงไปสอบปากคำกับผู้เสียหายเพิ่มเติม และเมื่อผู้ถูกกล่าวหา 19 คดี ทราบวา่จะมีเจ้าหน้าที่ส่วนกลางลงพื้นที่จ.ศรีสะเกษ เขารับติดต่อนำเงินไปคืนผู้เสียหายเหล่านั้น

“สิ่งที่ผมพูดมา ต้องการยืนยันว่าการโกงสอบท้องถิ่น เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีต แต่จับไม่ได้ เพราะคนที่เกี่ยวข้องเล็กมาก เพราะใน สถ. คนที่โกงสอบท้องถิ่นได้ มีตำแหน่งที่เกี่ยวข้องเพียงแค่ 5 ตำแหน่ง คืออธิบดีสถ. รองอธิบดีสถ.ที่เกี่ยวข้อง ผอ.กอง ผอ.กลุ่ม และผู้เชี่ยวชาญ

ในการจัดสอบปี 62 และ 64 ที่จับไม่ได้ เพราะผลประโยชน์ลงตัว แต่ในการจัดสอบปี 68 จับได้เนื่องจากมีการเปลี่ยนอธิบดีสถ.หลายคน โควตาที่ไปรับมาอาจมีผลประโยชน์ไม่ลงตัว แต่ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ทำให้รู้ว่าขบวนการนี้มีอยู่จริง” นายอาสพลธ์ กล่าว

นายอาสพลธ์ กล่าวถึง สถ. ประกาศว่ามีผู้ที่แก้ไขคะแนน 5,925 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1.กลุ่มที่สอบตก แล้วแก้เป็นสอบผ่าน 5,145 ราย 2.กลุ่มที่สอบผ่านอยู่แล้ว แต่แก้คะแนนให้สูงขึ้นมี 774 ราย ซึ่งกลุ่มที่ 2 ที่แก้ไขคะแนนให้สูงขึ้น ให้ได้บรรจุเร็วขึ้น มีทั้งหมดที่ผ่าน 97 ราย ซึ่งหลายคนสงสัยว่าในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าคนเหล่านี้และมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการแก้ไขคะแนนให้สูงขึ้น

ทำไม 97 รายนี้ได้บรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นอีกในเวลาต่อไป ทั้งที่เรารู้ว่าทั้ง 97 คน มีการแก้ไขคะแนนแต่เราไม่สามารถทำอะไรเขาได้เนื่องจากเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ เรื่องนี้เป็นช่องว่างของกฎหมาย ซึ่งพรรคภูมิใจไทย อยู่ระหว่างการร่างกฎหมายเพื่อเสนอต่อสภาฯ ว่า ต่อไปหากพบการทุจริตที่เกิดขึ้นจากการจัดสอบ ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น ตำรวจ ทหารหรือหน่วยงานไหนก็ตาม กลุ่มคนที่แก้ไขคะแนนถือเป็นการโกง ต้องไม่ได้รับการบรรจุเพื่ออุดช่องไหว่ของกฎหมายในขณะนี้

นายอาสพลธ์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะไม่ว่าทั้ง 5,925 ราย จะทำหรือไม่ทำ แต่เขาคือผู้ได้รับผลประโยชน์ ซึ่งคล้ายกับนอมินีที่มีปัญหาเกิดขึ้นในพื้นที่ภูเก็ต สมุย พะงัน เพราะมีผู้ได้รับผลประโยชน์ กรณีการสอบท้องถิ่นก็เช่นกัน แต่วันนี้เรายังไม่มีกฎหมายที่จะเอาผิดกับคนเหล่านี้ได้

จึงเป็นหน้าที่ของหนวยงานที่บังคับใช้กฎหมายเช่นตำรวจ หรือป.ป.ช. ที่ต้องทำคดีอาญาต่อไป โดยขอให้กรม สถ. ส่งรายชื่อทั้ง 5,925 ราย ไปยังทั้ง 5 หน่วยงานที่ทำ MOU ร่วมกัยให้ตรวจสอบทั้งหมด

ในส่วนของปปง. จะต้องตรวจสอบธุรกรรมการเงินของคนที่อยู่ระดับสูงกว่าระดับ 10 ที่ดำเนินการไปแล้วได้หรือไม่ เพราะปปง.บอกว่าสามารถตรวจสอบได้หมด ดังนั้น ตนจึงมีความเชื่อมั่นในหน่วยงานปปง. และป.ป.ช. ว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่าคนที่สอบได้แต่มีการแก้คะแนนถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว ควรถูกลงโทษหรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ทั้ง 97 ราย อ้างได้ว่าเขาไม่รู้เรื่อง ทำให้กฎหมายเอาผิดเขาไม่ได้ จนกว่าจะเห็นว่าเขาจ่ายเงินเพื่อไปจูงใจให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องไปแก้ไขคะแนนให้เขา ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็น 97 ราย หรือ 5,925 ราย คนเหล่านี้ได้ประโยชน์ จึงทำให้พรรคภูมิใจไทยจะต้องร่างกฎหมายใหม่ เพื่อหาผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงจากการจัดสอบ บุคคลเหล่านี้ต้องมีความผิดด้วยรวมถึงผู้ให้การช่วยเหลือ

ส่วนทั้ง 97 ราย ได้บรรจุและรับเงินเดือนไปแล้ว แต่คดีจะพิพากษาจนถึงที่สุดใช้เวลา 3-5 ปี หากปรากฏว่าทั้ง 97 รายนี้มีความผิดจึงเป็นหน้าทีของกรม สถ. จะต้องเรียกเงินคืนทั้งหมด แต่บัญชีผู้สอบผ่านมีอายุแค่ 2 ปี ขณะที่กระบวนการพิจารณา 97 คน ที่แก้คะแนนให้สูงขึ้นต้องใช้เวลาถึง 5 ปี และอาจทำให้ 97 คนที่อยู่ในบัญชีถัดมา และยังไม่ได้บรรจุอาจกลับมาฟ้อง สถ. ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะเขาเสียประโยชน์โดยตรง ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะมีคนโกงสอบท้องถิ่น

เมื่อถามถึงฝ่ายค้านพยามโยงฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะนายอนุทินนั้น นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิ์สงสัยเพียงแต่วันนี้เราเห็นว่ามีการแก้คะแนน 5,925 ราย ซึ่งการพิสูจน์ก็ต้องนี้เวลา แต่ทั้งหมดเป็นข้อกล่าวหาแล้วข้อสันนิฐานเท่านั้น ไม่มีอะไร เพราะกระบวนการเรียกรับเงินเกิดขึ้นมานานแล้ว

เมื่อถามย้ำว่าในกมธ.ป.ป.ช. ที่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ เชื่อว่ามีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า วันนี้ข้อมูลยังไปไม่ถึง แต่ขอถามว่าระดับ 10 จะกล้าทำเพียงลำพังหรือ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เราจึงเชื่อว่ามีทั้งระดับ 11 หรือสูงกว่า 11 ซึ่งเขาอาจจะไม่ทำ แต่เขาทราบ แล้วปล่อยให้ทำหรือไม่

ทั้งนี้จะทำอย่างไรให้คนที่เหนือกว่าระดับ 10 หากทำจริง มารับโทษทางกฎหมายได้ ซึ่งการทำงานของป.ป.ช. และปปง. ทุกอย่างจะมาบรรจบกัน และคดีทางแพ่งและอาญาก็แยกกัน ซึ่งในส่วนของปปง. ตนเชื่อว่าอีกไม่นาน เราจะได้เห็นการแถลงข่าวว่ามีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินเชิงลึกกับใครบ้าง โดยใช้เวลาประมาณ 90 วัน ก็จะมีการอายัดทรัพย์และส่งฟ้องคดี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน