“เอกนิติ” ยัน พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้าน เล็งล็อกใช้ “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” ทุ่ม 5-6 หมื่นล้าน ทำโซลาร์รูฟท็อป กั๊กต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 ชี้ ต้องรอดูความเหมาะสม เผย ผบห. แกร๊บ เข้าพบ โชว์ช่วยร้านค้า ยอดขายเพิ่ม 86%
8 สิงหาคม 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการใช้เงินใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
ในส่วนที่เหลือ จะมีการจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณอย่างไร เนื่องจากขณะนี้มีการขอโครงการเข้ามาจำนวนมาก ทั้งโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่า ที่แน่ๆ 200,000 ล้านบาทที่เหลือ ต้องนำมาใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนงบประมาณในส่วน 200,000 ล้านบาทแรก ขณะนี้เหลืออยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้นโยบายว่า ขอประเมินสถานการณ์ก่อน เพราะมีงบประมาณที่จำกัด จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง และตรงเป้ามากที่สุด ก่อนย้ำว่าส่วนตัวมองว่า สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
เมื่อถามถึงกรณีที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เล็งของบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อใช้ในโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสประมาณ 1,750 -2,000 ล้านบาท นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าไม่ได้ใช้งบประมาณเยอะ
ซึ่งตนได้ให้นโยบายไปว่า จะต้องใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ เพื่อเยียวยาร้านค้าต่างๆ พร้อมยอมรับว่า แม้จะมีจำนวนเงินพอเหลือ แต่ก็ต้องใช้ให้ถูกกับวัตถุประสงค์ แต่จะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย เหมือนกับ ไทยช่วยไทยพลัส
เมื่อถามถึงกรณีที่อาจจะมีเสียงวิจารณ์ว่า โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส อาจจะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เงินกู้ คือจำเป็นเร่งด่วน หากสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น นายเอกนิติ กล่าวว่า เรื่องนี้ขอประเมินสถานการณ์ก่อน
เมื่อถามว่า หากต้องต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในเฟส 2 จะใช้เงินในส่วนของ 200,000 ล้านบาทหลังในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มาใช้แทนในโครงการนี้ได้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ในทางกฎหมายใช้ได้ แต่ในทางปฏิบัติอยากจะเก็บไว้ใช้ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
พร้อมยอมรับว่า เงินจำนวน 50,000 -60,000 ล้านบาท จะใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โครงการโซลาร์รูฟท็อป เพื่อช่วยประชาชนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานโซล่า โดยจะมีสถาบันทางการเงินอย่างธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาช่วยในเรื่องสินเชื่อ
นายเอกนิติ ยังกล่าวอีกว่า ยังจะมีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะเราใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งในส่วนของก๊าซธรรมชาติคือการผลิตไฟฟ้า รวมถึงการขายไฟคืน เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็น สมาร์ทมิเตอร์ และเรื่องระบบสายส่ง เพราะเราต้องคิดทั้งระบบ เราไม่เช่นนั้นอาจเหมือนในต่างประเทศ ที่ทำเรื่องพลังงานสะอาด แต่เมื่อไฟตกก็จะดับทั้งเมือง
นอกจากนี้ ยังจะมีการเปลี่ยนผ่านด้านคมนาคม โดยรัฐบาล อยากทำเรื่องรถขนส่งสาธารณะ ให้เป็นรถ EV ใน 7 กลุ่ม เพราะรถเหล่านี้มีอายุการใช้งานมายาวนาน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการลงรายละเอียดและงบประมาณ
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่หารือกับ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แกร๊บโฮลดิ้งส์ จำกัด (ประเทศสิงคโปร์) เขาได้มาขอบคุณในการที่มีส่วนร่วม โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบเอไอคล้ายกับ แอปพลิเคชั่นนกกระซิบ
ส่งผลให้ยอดขายของพ่อค้าแม่ค้าผู้สูงขึ้นกว่า 68% ซึ่งนี่เป็นการพิสูจน์ว่าคำว่า พลัส ที่ใช้เอ เป็นการเพิ่มศักยภาพทำให้ร้านค้าเก่งขึ้น และเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าเหล่านั้น และหลังจากนี้ตนจะไปพูดคุยกับประชาชนและร้านค้าเพื่อนำมาต่อยอด
เมื่อถามว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส หลังหมดโครงการ ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ จะต่อในเฟส 2 ทันทีเลยหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ขอพิจารณาให้ครบถ้วนก่อน
