“พร้อมพงศ์” เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน วางกรอบ30วัน ปิดช่องโหว่ สถานศึกษาทั่วไทย ปลอดภัย สกัดกั้นเข้าถึงอาวุธปืน ย้ำเหตุเศร้า ต้องไม่จบแค่บทเรียน แต่ต้องเปลี่ยนเป็นลงมือทำ

8 ส.ค. 69 – นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเหตุความรุนแรงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอส่งกำลังใจถึงผู้บาดเจ็บ นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และทุกคนที่ได้รับผลกระทบ

ส่วนสาเหตุ ที่มาของอาวุธ และมูลเหตุ ควรให้ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ไม่ควรด่วนสรุป ก่อนข้อเท็จจริงจะชัดเจน ซึ่งขณะนี้ รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย การป้องกันอาวุธ และการเยียวยาสภาพจิตใจแล้ว

ถือเป็นทิศทางที่ควรสนับสนุน แต่ต้องทำให้เกิดผลจริงทั่วประเทศ ไม่ใช่เข้มเฉพาะช่วงที่สังคมกำลังจับตา เพราะความปลอดภัยของลูกหลานรอไม่ได้

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันปิดช่องโหว่ให้เป็นระบบ ตนขอเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน คือ 1. กำหนดกรอบ 30 วัน ตรวจความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ ตรวจระบบเข้า-ออก จุดเสี่ยง ช่องทางแจ้งเหตุ แผนเผชิญเหตุ และความพร้อมของครู บุคลากรและนักเรียน

พร้อมกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำ ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าโรงเรียนเล็กหรือใหญ่ รัฐหรือเอกชน ความปลอดภัยของเด็ก ต้องได้รับความสำคัญอย่างเท่าเทียม รวมทั้งควรจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญฝึกทักษะการเอาตัวรอดและการเผชิญเหตุอย่างเหมาะสมกับวัย

ทั้งเหตุรุนแรง อัคคีภัย แผ่นดินไหว น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่นๆ เพื่อให้ครู นักเรียน และบุคลากรรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเกิดเหตุจริง สามารถดูแลตนเอง และช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

2. ปิดช่องโหว่การเข้าถึงอาวุธตั้งแต่ต้นทาง โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนมาตรการเรื่องการครอบครอง การเก็บรักษา และการป้องกันไม่ให้เด็กหรือผู้ไม่มีสิทธิเข้าถึงอาวุธ พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ส่วนมาตรการคัดกรองในสถานศึกษาควรดำเนินการตามระดับความเสี่ยงและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

และ 3. ดูแลสภาพจิตใจเชิงรุก อย่าให้การช่วยเหลือจบพร้อมข่าว ต้องมีระบบดูแลนักเรียน ครู บุคลากร ผู้ปกครอง และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่าย และส่งต่อได้รวดเร็วเมื่อพบผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือหรือมีสัญญาณความเสี่ยง

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่าเมื่อครบ 30 วัน รัฐบาล ควรเปิดเผยผลต่อประชาชนว่า ตรวจสถานศึกษาแล้วกี่แห่ง พบช่องโหว่อะไร แก้ไขแล้วกี่จุด และเรื่องใดยังต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบผลได้

“เหตุการณ์นี้ ต้องเป็นบทเรียนของทั้งประเทศ ไม่ใช่บทเรียนของสถานศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่ง อย่าปล่อยให้เหตุสะเทือนใจจบแค่ความเสียใจ ต้องเปลี่ยนบทเรียนให้เป็นมาตรการ เปลี่ยนมาตรการให้เป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนการลงมือทำให้เป็นความปลอดภัยที่ประชาชนจับต้องได้

เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของ ผู้ปกครองกลับคืนมาว่า โรงเรียน ต้องยังเป็นสถานที่ที่พ่อแม่ส่งลูกไปด้วยความหวัง และมั่นใจว่ าจะได้ลูกกลับบ้านอย่างปลอดภัยทุกวัน” นายพร้อมพงศ์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน