รมว.สุชาติ ลุยจันทบุรี เร่งแก้น้ำ ช้างป่า ที่ดินทำกิน ย้ำรัฐต้องดูแลทั้งคนและผืนป่า เดินหน้าสร้างสมดุล “คนอยู่ได้ ช้างอยู่ได้ ป่าอยู่รอด”

9 ส.ค. 69 – นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ลงพื้นที่ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี รับฟังปัญหาจากประชาชน

โดยเน้นติดตาม 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ และปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งล้วนกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ย้ำรัฐบาลเดินหน้าแก้ไขให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างสมดุลให้ “คนอยู่ได้ ช้างอยู่ได้ และป่าอยู่รอด”

โดยมี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าฯจันทบุรี พล.ต.ท.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ สส.จันทบุรี เขต 1 นายคัมภีร์ ชื่นบาน สส.จันทบุรี เขต 2 นายชรัตน์ เนรัญชร สส.จันทบุรี เขต 3 และ นายพิชานนท์ อิงประสาร สส.ตราด ตลอดจนผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ

นายสุชาติ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการรับฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องน้ำ จึงมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่ อ.สอยดาว โดยเฉพาะ ต.ปะตง และ ต.ทรายขาว พร้อมติดตามความคืบหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองตาพลาย

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองตาพลาย มีพื้นที่ก่อสร้างบางส่วนประมาณ 402 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชน และประชาชนแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการเพิกถอนพื้นที่บางส่วน เพื่อเดินหน้าสู่ขั้นตอนดำเนินโครงการต่อไป

“เรื่องน้ำ เราต้องทำให้ประชาชนมีน้ำใช้ มีน้ำทำการเกษตร และมีความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว การแก้ปัญหาต้องเดินหน้าให้เร็ว แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย และคำนึงถึงผลกระทบต่อผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กันไป” นายสุชาติ กล่าว

ต่อมา นายสุชาติ ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า ชุดปฏิบัติการดับไฟป่า เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า พร้อมรับฟังรายงานสถานการณ์ ระบบเฝ้าระวังช้างป่า รวมทั้งมอบถุงยังชีพเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ปัญหาช้างป่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงกำชับให้เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและแจ้งเตือน โดยเฉพาะการสื่อสารกับประชาชนต้องรวดเร็ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการและผลักดันช้างป่ากลับเข้าสู่พื้นที่อนุรักษ์ได้อย่างทันท่วงที พร้อมนำเทคโนโลยี ระบบเฝ้าระวังมาใช้จัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ

“ประชาชนต้องปลอดภัย แต่เราก็ต้องรักษาช้างและผืนป่าไปพร้อมกัน เราจะใช้ทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ เทคโนโลยี ระบบเฝ้าระวัง และความร่วมมือจากชุมชน เพื่อลดความสูญเสียและทำให้คนกับสัตว์ป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย” นายสุชาติ กล่าว

ปัจจุบันพื้นที่อำเภอสอยดาวและอำเภอโป่งน้ำร้อน มีเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.อส.) จำนวน 7 เครือข่าย และเครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่าและสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์อีก 12 เครือข่าย ทำหน้าที่เฝ้าระวัง แจ้งเตือน และสนับสนุนภารกิจผลักดันช้างป่ากลับคืนสู่พื้นที่อนุรักษ์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ส่วนปัญหาที่ดินทำกิน นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินของประชาชนอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และถูกต้องตามกฎหมาย โดยต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาควบคู่กับการรักษาพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อให้ประชาชนมีที่ทำกินที่มั่นคง ขณะเดียวกันต้องไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ

นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาของประชาชนต้องไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องวางระบบให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว มีน้ำ มีที่ทำกิน และมีความปลอดภัย ขณะเดียวกันผืนป่าและสัตว์ป่าต้องได้รับการดูแลอย่างยั่งยืน

“เราต้องหาจุดสมดุลให้ได้ คนอยู่ได้ ช้างอยู่ได้ และป่าอยู่รอด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมทำงานร่วมกับประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และทุกหน่วยงาน เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลจริง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน