โรม จี้ “อนุทิน” ต้องชัดเจน มาตรการคุมปืน แนะตรวจสอบสุขภาพจิตผู้ครอบครองด้วย เหน็บนักการเมืองบางคน มี 30-40 กระบอก ราวกับรถในโกดัง เล็งสังคายนา พ.ร.บ.อาวุธปืนใหม่
เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีมีเหตุกราดยิงบ่อยครั้ง ล่าสุดที่จ.นครราชสีมา มีความกังวลหรือไม่ว่า ตนเชื่อว่าทุกคนกังวลแน่นอน ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราอาวุธปืนต่อสัดส่วนประชากรสูงติดอันดับโลก
ดังนั้น เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ และบวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นำไปสู่โศกนาฎกรรมหลายครั้ง ต้องยอมรับความจริงว่ามาตรการเกี่ยวกับอาวุธปืนมีปัญหาแน่ๆ ตั้งแต่สมัยก่อนที่มีเปิดร้านขายปืน ตนมองว่าเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่จบ
แต่ในวันนี้สิ่งที่ต้องดำเนินการ คือ ควรมีมาตรการที่ทำให้มั่นใจว่า สุดท้ายประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นสถานศึกษาหรือพื้นที่สาธารณะ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่รู้สึกไม่ปลอดภัย ถ้าไม่มีมาตรการที่สร้างความปลอดภัยออกมา ตนคิดว่าต้องอยู่ในความหวาดกลัวต่อไป
จนถึงวันนี้เรายังไม่เห็นความชัดเจน นอกจากคำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่บอกว่าอย่าไปพก ตนคิดว่าไม่น่าจะเป็นโจทย์ตรงนั้น วันนี้เมื่อเราจะแก้ปัญหาเรื่องปืน ต้องกลับมาที่หลักการก่อนว่า ตกลงแล้วนโยบายของรัฐต้องการให้ประชาชนถือครองอาวุธปืนหรือไม่
ถึงแม้เราจะมีปัญหาเรื่องปืนเถื่อน แต่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า อาวุธปืนที่ถูกกฎหมายก็ถูกใช้ในลักษณะที่เกิดเหตุสะเทือนขวัญหลายครั้ง ดังนั้น ต้องกลับมามองว่ากลุ่มคนที่สามารถครอบครองอาวุธปืนถูกกฎหมายนั้น มีความหละหลวมตรงไหน ทำไมจึงเกิดเหตุแบบนี้ ทั้งเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ถือครองปืน มีการตรวจสอบรัดกุมแค่ไหน ได้ลงไปดูแล้วหรือไม่ จะปรับปรุงมาตรการอย่างไร
“หากเป็นนโยบายของรัฐ ต่อไปนี้พยายามไม่ให้มีอาวุธปืน แม้จะถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องลดสัดส่วนให้ได้มากที่สุด คนที่จำเป็นจริงๆ ต้องระบุให้ได้ว่าเป็นกลุ่มไหน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยนโยบายที่ผ่านมาไม่มีปืนสวัสดิการที่เป็นปืนของแผ่นดินที่ตำรวจสามารถยืมได้ จนต้องไปหาซื้อกันเอง ดังนั้น ต้องมีมาตรการควบคุม
เมื่อเรามองย้อนไปถึงอดีต เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนมีความเครียด มีสารเสพติดที่เกี่ยวพันมา ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการหรือมีมาตรการเรื่องนี้ สุดท้ายโศกนาฎกรรมจะเกิดขึ้นซ้ำๆ” นายรังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามว่ามองคำตอบของนายกฯ อย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สังคมได้ตัดสินนายกฯ ไปแล้ว แต่ต้องถามว่าปัญหาในวันนี้คืออะไร ถ้าปัญหาคือมีอาวุธปืนมากเกินไป ท่านต้องแจกแจงออกมาเลยว่ากลุ่มไหนที่สามารถครอบครองปืนได้
ถ้าท่านไม่ให้คนทั่วไปครอบครองปืนได้ จะแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างไร ถ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ คนก็จะกลับมาพึ่งพามือไม้ตัวเอง จะเวียนกันไปไม่จบ ถ้าจะมีข้อยกเว้นในกลุ่มข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ก็ต้องระบุเงื่อนไขให้ได้
“สิ่งที่เราเพิกเฉยไม่ได้คือการตรวจสอบสุขภาวะทางจิตของผู้ที่ครอบครองปืน จนถึงวันนี้ ผมทราบว่าไม่ได้มีการตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ วันที่เขาได้ปืน เขาอาจจะโอเค แต่มาวันนี้อาจจะไม่ปกติแล้ว ถ้าไม่มีการตรวจสอบก็จะมีปัญหาแบบนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามว่ากลุ่มที่โดนพุ่งเป้าคือนักการเมืองที่มีปืนไว้ในครอบครองจำนวนมาก นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เราอาจจะเริ่มต้นว่า นักการเมือง ตำรวจ ทหาร นักปกครอง ต่างก็มีปืน คำถามคือความจำเป็นของอาวุธปืนมีหรือไม่ แล้วถ้าแก้ไขเรื่องความจำเป็นของอาวุธปืนได้ จะมอบความปลอดภัยให้พวกเขาได้อย่างไร
“ไม่ต้องอะไรมาก อย่างผม ผมก็ไม่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะสามารถให้ความปลอดภัยกับผมได้ เผลอๆ น่ากลัวกว่าโจรก็คือเจ้าหน้าที่รัฐนี่แหละ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องมาคุยกันว่าถ้ารัฐจะลดอาวุธปืน คำถามที่สำคัญคือคุณจะมอบความปลอดภัยให้เขาได้อย่างไร” นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ถ้าเราสามารถมอบความปลอดภัยให้กับสังคมอย่างแท้จริง ตนเชื่อว่าความจำเป็นในการครอบครองอาวุธปืนก็จะลดลง แต่ต้องแก้ไขควบคู่ไปกับอาวุธปืนเถื่อนหรืออาวุธไทยประดิษฐ์ทั้งหลาย
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะเสนอแก้กฎหมาย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาวุธปืนหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตอนนี้เราเริ่มมีการพูดคุย ตนในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เบื้องต้นได้หารือกับทีมที่ปรึกษา เลขานุการกมธ. ว่าเรื่องนี้เรามีความจำเป็นต้องเตรียมการ เพราะสถานการณ์นี้ถ้าไม่มีทางออกอาจจะเกิดขึ้นซ้ำ ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและจะมีการพิจารณาต่อไป
เมื่อถามถึงความจำเป็นในการครอบครองอาวุธปืน สามารถนิยามได้หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน เช่น ถ้ามีประวัติเกี่ยวกับการถูกคุกคาม คนร้ายคนนั้นยังจับตัวไม่ได้ ตนก็คิดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ดุลยพินิจได้ หรือเป็นอาชีพที่จำเป็นจริงๆ สิ่งที่ต้องตามมาคือการตรวจสุขภาวะให้ชัดเจน
“ตกลงแล้ว ท่านอนุทิน อยากให้สังคมไทยมีอาวุธปืนมากน้อยแค่ไหน ถ้าท่านจะเอาแบบญี่ปุ่น คือจำกัดเยอะๆ ท่านต้องมีนโยบายให้เขา ไม่ว่าจะเป็นการรับซื้ออาวุธปืน หรือการอภัยโทษหรือไม่ เพื่อจูงใจให้เขากล้าเอาปืนที่ผิดกฎหมายคืนให้รัฐ
ถ้านักการเมืองจะต้องมีปืน อาจจะไม่ทุกคน ควรพิจารณาบนข้อเท็จจริง ขอย้ำว่าไม่ใช่ทุกคนที่ถูกคุกคาม ดังนั้น ไม่ควรจะมองแค่อาชีพอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าเป็นนักการเมืองเท่ากับต้องมีปืน แต่ต้องดูว่ามีความจำเป็นอะไร” นายรังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามว่านักการเมืองบางคนมีปืน 30-40 กระบอก มองว่าจำเป็นหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า 30-40 กระบอก ตนว่าอาจจะเกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัว ถ้าจะมีปืนราวกับว่ามีรถในโกดัง คิดว่าไม่ใช่ความจำเป็น ซึ่งในจุดยืนส่วนตัว อาวุธปืนควรถูกใช้เพื่อป้องกันตัวเอง การมีอาวุธปืนเป็นคลังแสงอาจจะไม่ใช่คำตอบเรื่องการป้องกันตัวเอง