หมอวรงค์ ซัด ไทยช่วยไทยพลัส เหมือนเลี้ยงไข้ ทำเพื่อหาเสียง จี้รัฐบาล คืนสิทธิ์บัตรคนจนรายเก่าทุกคน ปูดแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่อเอื้อเงินทอน-นายทุน
เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีวาระพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท
เวลา 11.13 น. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายถึงโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ว่า การช่วยประชาชนเพียงขาเดียว เหมือนการเลี้ยงไข้ ให้แค่ยาพาราเฉยๆ แต่ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ พร้อมตั้งคำถามว่าหลังจะจบโครงการไทยช่วยไทยพลัส ประชาชนจะอยู่อย่างไร หากสินค้าราคาแพงขึ้น แต่เงินช่วยเหลือไม่มีแล้ว ดังนั้น เป็นการช่วยเหลือที่ไม่จริงจัง เหมือนทำเพื่อการหาเสียง
นพ.วรงค์ กล่าวถึงโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าเป็นความผิดพลาดของรัฐบาล เพราะมีการปรับเกณฑ์ใหม่ จนเกิดกระแสวิจารณ์จากประชาชน และเมื่อเปิดให้ลงทะเบียนทั้งรายเก่าและรายใหม่ มีทั้งหมด 18.8 ล้านคน ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.3 ล้านคน ส่วนยอดคนเก่าผ่านเกณฑ์แค่ 6.3 ล้านคน จากยอดเดิม 12.7 ล้านคน เป็นการสร้างความเครียดให้กับประชาชน
ย้ำว่า หากต้องการจะดูแลคนยากจน ต้องดูแลด้วยหัวใจ เขาไม่ใช่ลูกค้าธนาคารที่จะเอาทรัพย์สินมาเปลี่ยนตามเงื่อนไขได้ เรียกร้องขอให้รัฐมนตรีที่ดูแลโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขอให้คืนสิทธิ์บัตรคนจนรายเก่าทุกคน
นพ.วรงค์ กล่าวถึงโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลว่า เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา มีข่าวว่าอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ ให้สำรวจความต้องการอุปกรณ์สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่สุดท้ายก็ยกเลิกแผนงานนี้ไป สะท้อนให้ตนกังวลถึงการไม่มีแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ชัดเจน ตนไม่เชื่อคนที่จะไปดำเนินการว่าจะไม่มีการใส่เงินทอนหรือผลประโยชน์ไปยังพรรคการเมืองระหว่างพรรค
นพ.วรงค์ ยังเสนอให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาพลังงานสะอาดด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ซึ่งเป็นของต่างประเทศ และสุดท้ายก็หนีไม่พ้นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติอยู่ดี
จึงขอเสนอไปยังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ให้พูดคุยกับกระทรวงพลังงาน เปิดโอกาสให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานจากพืช เพราะราคาถูกกว่า และเกษตรกรสามารถปลูกได้ ไม่ใช่เอาเฉพาะแค่โซลาร์เซลล์ เพราะจะถูกมองว่าเราเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทนายทุนบางบริษัท ไปกินเปอร์เซ็นต์กินหัวคิวหรือไม่