กรณ์ ตั้ง 4 คำถาม ย้ำชัดไม่เอา พ.ร.ก.กู้เงิน ลั่นรัฐบาลไม่ควรกู้เงินมากองไว้ ติงสร้างภาระดอกเบี้ย หวั่นปีงบประมาณ 71 มีปัญหาแน่นอน ชี้ไม่มีเงินกู้เพียงพอ
เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง มีวาระพิจารณา พระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท
จากนั้นเวลา 10.16 น. นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า วันนี้มีความชัดเจนแล้วว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยคะแนน 7:2 วินิจฉัยว่าพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจและหน้าที่ในการพิจารณาว่าควรทำหรือไม่ อยู่กับพวกเราทุกคนในฐานะสส. ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและละเอียด
การพิจารณาเรื่องนี้ เราควรตอบ 4 คำถาม เพื่อนำไปสู่คำตอบว่าเรื่องนี้ควรสนับสนุนให้รัฐบาลทำต่อหรือไม่ คำถามแรก ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นวิกฤตที่เสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่ ซึ่งมีคำวินิจฉัยทางกฎหมายไปแล้วว่าทำได้ แต่การพิจารณาในแง่ของความควรหรือไม่ควรเป็นเรื่องที่เราต้องดำเนินการต่อไป
ในคำวินิจฉัยทางกฎหมายนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ลงรายละเอียดเป็นข้อสรุปคำวินิจฉัยต่อสาธารณะ ซึ่งผลสรุปคำวินิจฉัยระบุว่าศาลได้พิจารณาความเห็นทั้ง 6 ท่านที่เป็นบุคคลภายนอก หนึ่งในนั้นคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และนายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง
น่าสนใจคือศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาความเห็นผู้เชี่ยวชาญอาวุโสอีก 4 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งความเห็นแต่ละท่านต่างไม่เห็นดีด้วยกับการตราพ.ร.ก. เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตได้ในระดับต่ำ ยังไม่ส่งผลถึงกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่ในระดับวิกฤต
นอกจากนี้แผนงานหรือโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศไม่มีแผนงานหรือโครงการเป็นรูปธรรมชัดเจน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ต้องใช้เวลาไม่สอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังตามมาตรา 62 การกู้เงินดังกล่าวยังไม่มีความจำเป็น
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เราควรเปรียบเทียบดูว่าในอดีตรัฐบาลออกพ.ร.ก.ในสถานการณ์ใดบ้าง ในปี 40 วิกฤตต้มยำกุ้ง และปี 51 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และปี 63-64 วิกฤตโควิด ชัดเจนว่าระดับสภาพความวิกฤตในแต่ละสถานการณ์นั้นแทบไม่มีเหตุผลที่ต้องมาถกเถียงกันเลย แต่เมื่อเทียบกับปัจจุบัน ต้องคิดให้ดีว่ามีผลต่อความมั่นคงจริงหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ที่รัฐบาลควรออกพ.ร.ก.
คำถามที่สอง คือปัญหาเศรษฐกิจปัจจุบันของประเทศและประชาชนคืออะไร และแผนการใช้เงินกู้ดังกล่าวแก้ปัญหาได้หรือไม่ ปัญหาหลักมี 4 เรื่องคือ 1.เศรษฐกิจโตช้า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีในไตรมาส 2 โตเพียง 1.9% 2.ปัญหาโครงสร้าง วันนี้เราขาดดุลการค้าบัญชีเดินสะพัดมากขึ้นเรื่อยๆ
3.รายได้ของประชาชนนับวันลดลง ล่าสุดสภาพัฒน์ฯ ได้มีตัวเลขในเชิงมหภาคว่ารายได้ที่เป็นค่าแรงของประชาชนเทียบกับเงินเฟ้อช่วงครึ่งปีแรกติดลบถึงเกือบ 3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และ 4.ราคาสินค้าแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เราจึงต้องกลับมาถามว่าเมื่อศาลบอกออกพ.ร.ก.ได้ แต่มาตรการการใช้เงินนั้นแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ แก้ปัญหาบัญชีขาดดุลได้หรือไม่ แก้ปัญหาค่าแรงและรายได้ของประชาชนได้หรือไม่ ตนขอบอกโดยตรงว่าไม่สามารถแก้ไขได้
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า การกู้เงินมาแจก แน่นอนว่ามีคนชอบ มีผลต่อเศรษฐกิจชั่ววูบ แต่ถามว่าแก้ไขปัญหาหลักให้กับประชาชนได้หรือไม่ ตนองว่าไม่ใช่ จึงนำไปสู่คำถามที่สาม ว่าจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่ที่ต้องรีบกู้ ปัญหาคือเราไม่รับรู้รายละเอียดการใช้เงิน หากรัฐบาลเห็นว่าจำเป็นเร่งด่วน วันนี้เราควรรู้แล้วว่ารัฐบาลจะใช้เงินนี้อย่างไร
เรื่องที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คือกองทุนที่จะให้ประชาชนเปลี่ยนโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายติดตั้งให้ประชาชนตั้งแต่ 500,000 ถึง 1,000,000 ครัวเรือนด้วยเงินพ.ร.ก.นี้ ขอถามว่ารัฐบาลทำได้จริงหรือ ปีที่แล้วทั้งปีมีการติดตั้งทั้งประเทศ 100,000 ครัวเรือน ปีนี้คาดว่าทั้งปีติดตั้งได้ 140,000 ครัวเรือน
ดังนั้น ปีหน้า ตนเหมาให้เลยสมมติว่าหากเราทำได้ 200,000 ครัวเรือน นั่นก็ยังไม่ถึงครึ่งของเป้าหมายขั้นต่ำของรัฐบาลเมื่อเทียบกับเป้าหมายขั้นสูงคือ 1,000,000 ครัวเรือน หมายความว่ารัฐบาลต้องใช้เวลา 5 ปี ทำตามเป้าหมายที่รัฐบาลประกาศไว้
“เมื่อใช้เวลายาวนานขนาดนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรีบกู้ แล้วตัวเงื่อนไขต้องกู้ให้เสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.70 นั่นคืออีกหนึ่งปีเศษ สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำและทำไม่ได้คือกู้เงินมากองไว้ จะเป็นภาระในแง่ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องแบกเพิ่มเติม และไม่มีทางที่รัฐบาลจะดำเนินการได้ในเวลา 1 งปีตามเป้าหมาย สะท้อนว่าความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้เงินมาทั้งก้อนนั้นไม่มี” นายกรณ์ กล่าว
คำถามที่สี่ คือหากกู้ 4 แสนล้าน ส่งผลอย่างไรต่อสถานะการคลังของประเทศและภาระหนี้ของประชาชน ประเด็นนี้สำคัญมาก เมื่อมองถึงอนาคต เราเริ่มเห็นแล้วว่าเราจะมีปัญหา ตอนนี้หนี้สาธารณะสัดส่วนต่อจีดีพีแตะ 67% และต้องกู้จากการขาดดุลงบ งบประมาณปี 69 ในส่วนที่เหลือ เราจะต้องกู้จากการขาดดุลงบงบเกือบ 8 แสนล้านในงบประมาณปี 70 บวกกับพ.ร.ก.อีก 4 แสนล้าน
หนี้สาธารณะของประเทศอีกหนึ่งปีข้างหน้า มีแนวโน้มที่จะเพิ่ม 1.8 ถึง 1.9 ล้านล้าน เท่ากับ 10% ของจีดีพีมูลค่าวันนี้ เพดานหนี้สาธารณะ 70% เอาไม่อยู่ เราจึงต้องคิดอย่างละเอียดไตร่ตรองให้ทุกในทุกมิติว่าคุ้มค่าหรือไม่กับการออกพระราชกำหนดในจังหวะนี้
ในปีงบประมาณ 71 มีปัญหาแน่นอน เราจะไม่มีเงินกู้เพียงพอใลงทุน 20% ตามกฏหมายที่บังคับว่ารัฐบาลต้องทำ เมื่อถึงวันนั้นเกือบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐบาลต้องออกพ.ร.ก. และเมื่อถึงวันนั้นรัฐบาลไม่สามารถออก พ.ร.ก.ได้เพราะหนี้เต็มเพดาน 70% แล้ว
ดังนั้น ไม่ว่าด้วยเหตุผลทางสถานะทางการคลัง ในแง่ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการออกพ.ร.ก. ผมคิดว่าภาระหน้าที่เราไม่ใช่เพียงแค่ทำตามที่รัฐบาลเสนอ หรือไม่ผิดกฎหมายที่จะทำ แต่หน้าที่ของเราคือพิจารณาตามความเหมาะสมว่า นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน แก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่มีอัตราการเติบโตที่ล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่
“คำตอบสำหรับผม ชัดเจนว่าพ.ร.ก.นี้ไม่ใช่คำตอบ ดังนั้นผมและพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อสมาชิกฝ่ายค้านไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้” นายกรณ์ กล่าว