ผอ.JIC เตือน เขมร “ตาสว่างได้แล้ว” อย่าใช้คำขู่แทนการเจรจา อย่าโกหกประชาชนตัวเอง ให้ยึดข้อเท็จจริง ชี้ นายกฯ ไปเยี่ยมให้กำลังใจทหาร ไม่ได้ไปเปลี่ยนเขตแดน

27 สิงหาคม 2569 – พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา( ผอ. JIC ) กล่าวถึงกรณีข้อเสนอให้ออกหมายจับ เจ้าหน้าที่ไทยและนายกรัฐมนตรีว่า

มีบทความจากฝ่ายกัมพูชาระบุว่า เจ้าหน้าที่ไทย รวมถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนายกรัฐมนตรี ของไทย หากเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นดินแดนอธิปไตยของตน อาจถูกจับกุม และดำเนินคดีตามกฎหมายกัมพูชา รวมทั้งกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการใช้กำลัง ผอ. JIC มีความเห็นอย่างไร นั้น

ตนคิดว่า เราต้องกลับมาพูดกันบนพื้นฐานของ ข้อเท็จจริง ข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศ ลงนามร่วมกัน และความรับผิดชอบต่อสันติภาพ

ประการแรก การที่ฝ่ายหนึ่งประกาศว่า พื้นที่ใดเป็นดินแดนอธิปไตยของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างนั้นกลายเป็นข้อยุติเรื่องเขตแดน และยิ่งไม่ควรนำข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวมาเป็นฐานในการข่มขู่ว่าจะจับกุม ดำเนินคดี หรือใช้กำลังต่อเจ้าหน้าที่ของอีกประเทศหนึ่ง เพราะการสื่อสารเช่นนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับเพิ่มความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

ประการที่สอง ตนอยากให้กลับไปอ่าน ถ้อยแถลงร่วมการประชุม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งไทยและกัมพูชา ได้ลงนามร่วมกัน ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ทั้งสองฝ่าย คงการวางกำลัง ณ ที่ตั้งในขณะหยุดยิง ไม่เคลื่อนกำลังหรือออกลาดตระเวนเข้าหาที่ตั้งของอีกฝ่าย และหลีกเลี่ยงการกระทำยั่วยุที่อาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น

ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลไทย ในพื้นที่ฝ่ายไทยและบริเวณที่กำลังพลไทยคงกำลังอยู่ตามข้อตกลง ไม่ใช่การปักปันเขตแดน ไม่ใช่การสร้างเขตแดนใหม่ และไม่ใช่หลักฐานว่าไทยยอมรับข้อกล่าวอ้างเรื่องอธิปไตยของฝ่ายใด
นายกรัฐมนตรีไปให้กำลังใจกำลังพล ไม่ได้ไปเปลี่ยนเส้นเขตแดน

ประการที่สาม ถ้ามีความเห็นแตกต่างกันว่า พื้นที่ใดอยู่ภายใต้อธิปไตยของใคร เรามีกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกันอยู่แล้ว

เรื่องเขตแดนต้องใช้แผนที่ หลักฐาน สนธิสัญญา การสำรวจ และกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ
ไม่ใช่ตัดสินด้วยบทความ ไม่ใช่ตัดสินด้วยคำขู่ และไม่ใช่ตัดสินด้วยหมายจับที่ตั้งอยู่บนข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียว

ประการที่สี่ ตนมีความกังวลมากกว่าประเด็นทางกฎหมายเสียอีก คือ บรรยากาศที่จำเป็นต่อการรักษาสันติภาพ ในเมื่อทั้งสองประเทศตกลงกันแล้วว่าจะลดความตึงเครียด หลีกเลี่ยงการยั่วยุ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

เราจึงควรถามว่า การพูดถึงการจับกุม นายกรัฐมนตรี ของประเทศเพื่อนบ้าน หรือการกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการใช้กำลังนั้น ช่วยสร้างบรรยากาศสำหรับการเจรจา หรือกำลังทำลายบรรยากาศนั้นประเทศไทยเลือกใช้การเจรจา เลือกกลไกทวิภาคี และเลือกปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกัน

เราอยากเห็นกัมพูชา เลือกเส้นทางเดียวกัน ถ้ากัมพูชาเชื่อว่า การทูต คือหนทางในการแก้ไขปัญหา ก็ขอให้เราใช้การทูตอย่างแท้จริง อย่าใช้คำขู่แทนการเจรจา อย่าใช้ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวแทนการปักปันเขตแดน และอย่าเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนให้กลายเป็นเวทีแข่งขันกันยกระดับถ้อยคำ

ไทยพร้อมพูดคุย พร้อมใช้กลไกที่ตกลงกัน และพร้อมสร้างสันติภาพ แต่สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ ทั้งสองฝ่ายเคารพข้อตกลงเดียวกัน ลดการยั่วยุ และยอมให้ข้อเท็จจริงกับกลไกที่มีอยู่ทำหน้าที่ของมัน เพราะท้ายที่สุด ไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เราไม่ได้ต้องการชนะกันด้วยถ้อยคำ

“สิ่งที่ประชาชนทั้งสองประเทศต้องการ คือความปลอดภัย ความสงบ และชายแดนที่สามารถแก้ไขความเห็นต่างด้วยการเจรจา ไม่ใช่ด้วยคำขู่” ผอ.JIC กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน