พริษฐ์ สงสัย กกต.สั่งฟ้องสว.ขาดคุณสมบัติ 1,767 ราย ช้าไป 2 ปีหรือไม่ จี้เร่งสปีดคดีใหญ่สั่งฟ้อง 229 รายชื่อ ฉะ‘ศุภชัย’ แถลงเท็จปมโชว์เอกสาร ยันเดินหน้าชนกระบวนการทุจริต

เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งกระทู้ถามสดนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เกี่ยวกับกระบวนการเชื่อมโยงการฮั้วสว.ว่า ตนผิดหวังที่นายนภินทร ไม่มาตอบคำถามด้วยตัวเอง ทั้งที่ได้ประสานวิปรัฐบาลตั้งแต่เย็นวันจันทร์แล้ว

โดยนายนภินทร ให้เหตุผลว่าติดลงพื้นที่ตรวจราชการที่จ.ราชบุรี ตนมองว่าแม้การลงพื้นที่ต่างจังหวัดมีความสำคัญ แต่เมื่อรู้ว่ากระทู้สดจะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดี ช่วงเช้าจึงควรจัดตารางการประชุมกับหน่วยงาน หรือประชาชนเพื่อมาตอบกระทู้ในสภาฯได้

เมื่อถามว่ามองว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะสั่งฟ้องหรือไม่ และแนวทางจะออกมาในรูปแบบใด นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราเรียกร้องมาตลอด หาก กกต.ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาคือควรสั่งฟ้องผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน

ตัวเลขนั้นไม่ได้มาลอยๆ แต่มาจากผลสรุปของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่มีการสอบพยาน 700 คน ซึ่งตนก็มีข้อสงสัยว่าบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ใน 229 คนที่มีหลักฐานอันเชื่อได้ว่าอยู่ในขบวนการโกง สว.เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่การเหมารวม แต่เป็นรายชื่อที่ถูกกลั่นกรองมาในระดับหนึ่งแล้ว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเกณฑ์ที่ กกต. ต้องใช้เวลานี้คือ ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเลือกสว.หรือไม่ โดยนายนภินทร เคยยอมรับว่ามีการมายื่นหนังสือร้องเรียนในวันเวลาดังกล่าวจริง ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้หากเป็นเอกสารจริง จะต้องมีเลขรับหนังสือในระบบราชการ

เมื่อถามถึงกกต.มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. ที่ขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามจำนวน 1,767 รายนั้น เพื่อลดกระแสสังคมใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าจะวิเคราะห์ไปในทางนั้นได้หรือไม่ แต่เราคาดหวังให้กกต. ดำเนินการทุกคดีอย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา ด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ดังนั้น หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติ ก็ถูกต้องแล้วที่ กกต.จะดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือมีการตั้งข้อสังเกตกับคดีดังกล่าวว่าเริ่มต้นมานานแล้วหรือไม่ ระยะเวลาที่ใช้นานยาวเกินกว่าที่ควรเป็นหรือไม่ แต่ตนยังไม่เห็นรายละเอียดในคดีนี้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติตามกฏหมาย เช่น เป็นสามีภรรยา หรือเป็นพ่อแม่ลูกกัน สามารถตรวจสอบได้ในเวลาอันรวดเร็วกว่านี้ และควรตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่รับสมัครแล้ว แต่ กกต. ใช้เวลา 2 ปีกว่า แม้ผลลัพธ์จะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เกิดช้าเกินไป และหลังจากนี้ตนจะไปดูรายละเอียดว่าบุคคลที่ขาดคุณสมบัติมีลักษณะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนจนเอาผิดได้ใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอทั้งที่ได้รับมาและมีหน่วยงานยืนยัน แทบจะทั้งหมด มีการพิสูจน์ว่าเป็นข้อมูลจริง ทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน และบุคคลในคลิปเสียง ตนในฐานะ สส.มีความรับผิดชอบ กลั่นกรองข้อมูลระดับหนึ่ง ก่อนนำมาตั้งคำถามต่อสาธารณะ และข้อมูลที่ออกมาที่เป็นความจริง น่าจะบ่งบอกได้ถึงความน่าเชื่อถือของสิ่งที่ตนทำอยู่ระดับหนึ่ง

ส่วนที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย และนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงไม่ใช้ความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 36 นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนประหลาดใจมากในห้องแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา นายศุภชัยช้คำประมาณว่า ตนได้นำเอกสารมาแสดงโชว์ แล้วนายศุภชัยก็ถือเอกสารขึ้นมาชุดหนึ่ง พร้อมอธิบายว่าเป็นเอกสารอะไร

ตนก็งงว่าเคยไปแสดงเอกสารโชว์ที่ไหน ในโซเชียลมีเดียของตนก็ไม่ได้โพสต์อะไรเกี่ยวข้องกับเอกสาร ตนอภิปรายในสภาก็เกี่ยวกับ พ.ร.ก. เงินกู้ และให้สัมภาษณ์เพียงรายการเดียวแต่ไม่ได้แชร์เอกสารอะไร

“จึงค่อนข้างสับสนว่าการที่ สส.คนหนึ่งใช้ห้องแถลงข่าวสภา กล่าวข้อมูลอันเป็นเท็จเช่นนี้ เกิน 12 ชั่วโมงแล้วและยังไม่มีการแก้ไขข่าว บ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือของผู้แถลงข่าวได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น หากคุณศุภชัยยืนยันว่าเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ผมมีการแสดงเอกสารที่อยู่ในมือคุณศุภชัย ก็ระบุให้ชัดว่าผมไปแสดงเอกสารเวลาไหน ผ่านช่องทางไหน ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่นายศุภชัยกล่าวว่าไม่มีการนำเอกสารของคณะอนุฯชุดที่ 36 มาเปิดเผยบ้างนั้น ตนพูดมาตลอด ซึ่งในช่วงเดือนมิ.ย. กกต.ได้มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.) องค์กรอิสระฯ ซึ่งมีการซักถามข้อมูลทั้งคณะอนุฯชุดที่ 26 และ 36

คณะอนุฯ ชุดที่ 26 ประธานมาชี้แจงด้วยตัวเอง เลยตอบคำถามได้ทั้งหมด แต่คณะอนุฯชุดที่ 36 ไม่มีใครตอบคำถามได้เลย ทางกมธ.ได้ขอเอกสารคณะอนุฯชุดที่ 36 อย่างละเอียด แต่ก็ไม่ส่งมา และขอเลื่อนมาตลอด ขณะนี้ครบ 2 เดือนแล้ว ก็ยังไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าว อยากรู้เหมือนกันว่านายศุภชัยสามารถช่วยตน เรียกร้องให้กกต. ส่งเอกสารกลับมาที่กมธ. ตนจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อถามว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนหรือไม่ หากฝ่ายค้านเปิดข้อมูลเร็วกว่านี้ แบบที่อีกฝ่ายยังตั้งตัวไม่ทัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลังเลือกตั้งตนได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ในคดีนี้ ซึ่งคาบเกี่ยว 90 วัน ที่ กกต.พิจารณาคดีนี้

ดังนั้น เรื่องนี้หลายภาคส่วนออกมาสื่อสารเรื่องการโกง สว.กันอย่างหนักในช่วงนี้เพราะเป็นช่วงเวลาที่กกต.จะต้องลงมติชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องหรือตัดตอนใคร จนไปไม่ถึงศาลหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่า กกต. จะลงมติทิศทางใด หากดูตามกรอบเวลาแล้ว กกต.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 90 วัน ซึ่งจะครบช่วงต้นเดือนก.ย. จึงคิดว่าจะจบเมื่อไหร่ ในชั้นกกต. จะรู้ผลช่วง 1-2 สัปดาห์นี้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญกว่า คือจะจบอย่างไร ย้ำว่าหาก กกต.ทำงานอย่างตรงไปตรงมา สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทุกคนไปที่ศาล แต่ถ้ายกทั้งหมด ก็จะค้านกับหลักฐานที่สังคมเห็น หรือหากใช้วิธีการสั่งฟ้องแค่ 20-30 คน ก็ต้องถามใจตัวเองก่อนว่าเชื่อว่ามีการโกง สว. หรือไม่ ถ้าเชื่อว่าไม่มี เหมือนคณะอนุฯชุดที่ 36 ก็ยกคำร้องได้เลย

แต่ยืนยันว่าจะเป็นการสวนทางกับสิ่งที่ปรากฏ แต่ถ้าเชื่อว่ามี จะเป็นไปได้อย่างไรที่กระบวนการนี้จะประสบความสำเร็จ โดยมีความผิดแค่ 20-30 คน ถ้าเชื่อว่ามี ก็ต้องมีผู้ร่วมกระบวนการจำนวนมาก ดังนั้น รออยู่เหมือนกันว่า หากกกต.จะไม่สั่งฟ้องทั้งหมดจะอธิบายกับสังคมอย่างไร

ส่วนที่เปรียบเทียบการทำงานของฝ่ายค้านกับภาคประชาชนอย่างไอลอว์ ที่ออกมาเปิดข้อมูลเยอะกว่า นายพริษฐ์ กล่าวว่า คดีโกงสว. เป็นคดีสำคัญต่อประเทศ หากสมมติคดีโกง สว. มีคนกระทำความผิดแต่ไม่มีคนรับผิด เหมือนสังคมกำลังออกใบอนุญาตให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดครองประเทศ โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน ส่งผลต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในอนาคต ทำให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มในอนาคต ทำอะไรก็ไม่ผิด

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น เมื่อเป็นคดีสำคัญที่กระทบต่อประชาชนจำนวนมากและส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ หลายฝ่ายที่ตรวจสอบเรื่องนี้ก็พยายามร่วมกันเต็มที่ เพื่อเสนอชุดข้อมูลที่ตัวเองมี ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย นำเสนอความจริงให้ได้มากที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน