ชลน่าน แจงขึ้นเวทีฝ่ายค้าน 29 ส.ค. ขอเพื่อไทยแล้ว ย้ำไม่กระทบสัมพันธ์พรรคร่วม-ภท. หนุนแก้รธน. รื้อโครงสร้างระยะยาว แก้วิกฤตการเมือง

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ถึงกรณีได้รับเชิญร่วมเวที “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ในวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. จัดโดยพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า เวทีดังกล่าวจัด มีกำหนดจัดขึ้นที่รัฐสภา หลังผู้จัดเปลี่ยนสถานที่จากโรงแรมพูลแมนตามคำขอของเจ้าของสถานที่

ตนจะร่วมเสวนาในช่วง 09.30-11.00 น. หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ร่วมกับอดีตผู้นำฝ่ายค้านอีก 2 คน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และอดีตผู้นำฝ่ายค้านฯ

โดยตนจะร่วมเฉพาะวงเสวนาของอดีตผู้นำฝ่ายค้านในช่วงเช้าเท่านั้น ไม่ได้เข้าร่วมวงเสวนาช่วงอื่นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการเลือกสว. หรือร่วมเวทีกับกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาชน

เมื่อถามว่าการขึ้นเตรียมขึ้นเวทีของนพ.ชลน่าน ถูกตั้งคำถามจากสังคมการเมือง เพราะสังกัดอยู่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนนำรัฐบาล นพ.ชลน่าน กล่าวว่า หลังได้รับหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการได้แจ้งให้พรรคเพื่อไทยรับทราบล่วงหน้าแล้ว โดยพรรคไม่ได้ทักท้วง เตือน หรือห้ามไม่ให้เข้าร่วม

เหตุผลสำคัญที่ตอบรับคำเชิญ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน และเห็นว่าเวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการเมืองและกลไกตรวจสอบ ซึ่งประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยควรมีส่วนร่วม ปัจจุบันไม่มีตำแหน่งทางการเมือง จึงเข้าร่วมในฐานะประชาชนคนหนึ่งและอดีตผู้ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเสนอความเห็นจากประสบการณ์ที่ผ่านมา

เมื่อถามว่าการเข้าร่วมเวทีของฝ่ายค้าน ซึ่งมีประเด็นตรวจสอบการได้มาของสว. รวมถึงประเด็นที่ถูกเรียกว่าสว. สีน้ำเงิน จะกระทบความไว้วางใจระหว่างพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทย หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ยิ่งทำให้ไว้ใจกันมากขึ้น

ทั้งนี้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายควรเป็นกระบวนการปกติในระบบประชาธิปไตย การค้นหาความจริงไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้างความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง

ประเด็นการเข้าร่วมเวทีดังกล่าว ไม่ได้มุ่งตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล แต่เป็นการหารือถึงปัญหาของระบบการเมือง กลไกตรวจสอบถ่วงดุล และกระบวนการเข้าสู่อำนาจขององค์กรต่าง ๆ

นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า บทบาทที่แตกต่างกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ส.ส.มีหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนรัฐบาล พร้อมเสนอแนะให้การบริหารเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ คัดค้าน และเสนอความเห็นในอีกมุมหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สว.ไม่มีการแบ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ และควรทำหน้าที่ในฐานะส.ว.ของประชาชน ซึ่งต้องมีความเป็นอิสระและเป็นกลางในการตรวจสอบ โดยไม่แบ่งเป็นกลุ่มหรือฝักฝ่ายทางการเมือง

สำหรับสถานการณ์การเมืองไทย มองว่าปัญหาความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะองค์กรหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดขึ้นกับระบบการเมืองโดยรวม ประชาชนตั้งคำถามต่อทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบว่า สามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ต้นตอของปัญหาการเมืองขณะนี้ มีอย่างน้อย 3 ประการ ประการแรก คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างจากรัฐธรรมนูญ เป็นกติกาหลักในการกำหนดกระบวนการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจ หากโครงสร้างมีช่องโหว่หรือความบิดเบี้ยว ย่อมส่งผลต่อองค์กรที่เกิดขึ้นภายใต้กติกานั้น

ประการที่ 2 คือ ปัญหาการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสม โดยมีกลุ่มบุคคลใช้ช่องว่างของกฎหมายเข้าสู่อำนาจ และเมื่อมีอำนาจแล้วอาจนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม

ประการที่ 3 คือ กลไกตรวจสอบถ่วงดุลไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากองค์กรตรวจสอบขาดความโปร่งใสหรือถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบทั้งหมด

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอการแก้ปัญหา ควรแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ในระยะสั้น ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยต้องเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและกำกับการใช้อำนาจมากขึ้น ขณะที่ทุกองค์กรต้องทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

ส่วนระยะยาว จำเป็นต้องแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง ด้วยการร่วมกันสร้างกติกาทางการเมืองใหม่ โดยเฉพาะการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ออกแบบกระบวนการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบถ่วงดุลให้มีความโปร่งใสมากขึ้น

เป้าหมายสำคัญคือ ทำให้ทุกกลไกของรัฐ ใช้อำนาจภายใต้กติกาที่ได้รับการยอมรับ และนำอำนาจนั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน มากกว่าการตอบสนองผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน