นภินทร เดือด กางหลักฐานโต้‘พริษฐ์-ยิ่งชีพ’ ซัดเล่นการเมืองสปรก จี้เปิดหลักฐานสองฝั่ง ยันไม่อยู่พูลแมน แฉผู้สมัครสว.ขอให้ช่วย แต่ปฏิเสธ เพราะไม่โง่โชว์ทำผิด แจกเบอร์โทร ท้าต่อสายถาม บอก‘ยิ่งชีพ’ เจอกันที่ศาล

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงตอบโต้กรณี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวหาว่าขาดจิตสำนึกที่ไม่มาตอบกระทู้ถามสด เกี่ยวกับข้อกล่าวหาทุจริตเลือกสว.2567 ว่า สาเหตุที่ไม่ได้ไปตอบกระทู้เนื่องจากติดราชการที่จ.ราชบุรี

โดยนัดประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งลุ่มน้ำภาคกลาง ซึ่งมีตัวแทนหน่วยงานมาจาก 5 จังหวัด เป็นการเร่งด่วนในวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา และได้ทำหนังสือแจ้งให้นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว รวมถึงประสานผ่านวิปรัฐบาลว่ามีภารกิจในวันดังกล่าว เพราะมีจิตสำนึกว่าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนต้องมาก่อน

แม้กระทู้ถามจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่เมื่อเวลาตรงกัน จึงต้องตัดสินใจเลือกปัญหาประชาชน หากเลื่อนประชุม โอกาสที่จะนัดใหม่จะเป็นช่วงกลางเดือก.ย. ที่มีพายุฝนในพื้นที่ภาคตอนล่าง และตรงกับช่วงที่ตนต้องเดินทางไปต่างประเทศ ขอย้ำว่ามีจิตสำนึก ส่วนคนที่กล่าวหาตนนั้น ต้องถามกลับว่ามีวุฒิภาวะมากน้อยแค่ไหน จึงมากล่าวหาคนอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างชี้แจง นายนภินทร ได้ประกาศเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวถึง นายพริษฐ์ และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ให้โทรศัพท์เข้ามาได้ทันทีในระหว่างที่แถลง หากสงสัยในประเด็นไหน ตนพร้อมตอบในทุกคำถาม

นายนภินทร กล่าวอีกว่า ข้อกล่าวหาคดีฮั้วสว.ที่นายพริษฐ์ตั้งคำถามถึงตน โดยอ้างว่าพยานระบุว่าในวันที่ 24 มิ.ย. 2567 มีผู้สมัคร สว.รายหนึ่ง ชื่อย่อ “นายเอ” อ้างว่าได้รับเชิญจากตนให้มาพบที่ห้องทำงานสมัยเป็นรมช.พาณิชย์ เพื่อดูตัวและอ้างว่าถ้าได้เป็นสว. จะขอ 2-3 อย่าง และได้ยื่นเอกสารให้เซ็นใบลาออกจากสว.ไว้ล่วงหน้า

ขอชี้แจงว่า ได้รับการประสานงานจากประธานสภาเกษตรกร จะขอมาพบเพื่อร้องเรียนเรื่องปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่งวง จึงนัดคณะดังกล่าวมาพบช่วงบ่ายวันที่ 24 มิ.ย. 2567 ในจำนวนนี้มีชื่อของ “นายเอ” ด้วย ขณะที่ตนเชิญอดีตข้าราชการและข้าราชการของกระทรวงพาณิชย์ ร่วมหารือด้วย

ในระหว่างนี้ นายเอ ระบุว่าเป็นผู้สมัคร สว.อยู่ระหว่างคัดเลือกระดับประเทศ อยากให้ตนช่วยสนับสนุนให้ได้เป็นสว. ตนจึงตอบปฎิเสธทันทีว่าไม่ได้ เพราะกฎหมายห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สั่งห้ามสมาชิกพรรคเข้าไปเกี่ยวข้อง

จากนั้นหารือกันต่อว่าจะเกษตรกรจะขอจัดงานเรื่องไก่งวง ให้นัดมายื่นหนังสือถึงตนอีกครั้งในวันที่ 25 มิ.ย.67 โดยจะเป็นใครมาก็ได้ และไม่ได้นัดนายเอ แต่ปรากฏว่าคณะเดิม ซึ่งมีนายเอ กลับมาพบอีกครั้ง และย้ำให้ตนช่วยเหลือในการสมัคร สว.

ตนจึงย้ำอีกครั้งว่าเคยพูดแล้วว่าช่วยไม่ได้และหากยังพูดเรื่องนี้จะขอเชิญออก พร้อมกับต่อว่าคณะที่ยื่นหนังสือว่าทำไมยังปล่อยให้พูดเรื่องนี้อีก และไม่ได้ลงนามให้จัดงานดังกล่าว ซึ่งหลักฐานดังกล่าว ทางประธานสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรีได้ส่งให้คณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น การที่คณะอนุฯชุดที่ 26 ตั้งข้อกล่าวหา โดยยึดคำกล่าวอ้างของนายเอ ที่ไม่มีภาพถ่าย หรือบันทึกเสียง รวมถึงหนังสือที่ตนลงนาม ขณะที่ฝ่ายตนมีอดีตข้าราชการและข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นพยานอยู่ในระหว่างการหารือรวม 9 คน ให้การสอดคล้องกับสิ่งที่ตนชี้แจง

“ผมเป็นมนุษย์ปุถุชนที่กินข้าว คงไม่โง่ ที่จะทำผิดกฎหมายต่อหน้าคน 8-9 คน ที่อ้างว่าจะช่วยและให้เซ็นใบลาออกสว ต่อหน้าคนทั้งหมดเหล่านี้ และหลักฐานได้ส่งคณะอนุฯชุดที่ 26 ไปเรียบร้อยแล้ว แต่นายยิ่งชีพหรือนายพริษฐ์ นำข้อมูลที่ผมชี้แจงว่ามีพยานตรงนี้มาเปิดเผยด้วยหรือไม่”

นายนภินทร กล่าวว่า ส่วนที่ คณะอนุฯชุดที่ 26 ตั้งข้อกล่าวหาโดยระบุว่าวันที่ 4-5 ก.ค. 2567 ตนอยู่ที่โรงแรมพูลแมน ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีการปฐมนิเทศสว.ที่ได้รับการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าตรงนั้นมีสัญญาณโทรศัพท์ สว.กว่า 100 คน และของคนพรรคภูมิใจไทย และตนอยู่ด้วย

ต้องชี้แจงว่า ตนไม่ได้อยู่ที่โรงแรมในวันดังกล่าว เพราะติดราชการที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งมีหลักฐานพาสปอร์ต รวมถึงการเดินทางเข้าออกประเทศ โดยเดินทางออกวันที่ 28 มิ.ย.2567 และกลับวันที่ 8 ก.ค.2567 รวมถึงหนังสือลาราชการอย่างถูกต้อง หลักฐานตรงนี้ได้ส่งที่คณะอนุฯชุดที่ 26 ไปแล้ว เป็นที่ยืนยันว่าตนไม่ได้อยู่ในประเทศและไม่ได้อยู่ในโรงแรมพูลแมน

นอกจากนั้นโรงแรม ถือเป็นสถานที่กึ่งสาธารณะ ใครก็เข้าไปได้ ส่วนที่พบสัญญาณโทรศัพท์ของพรรคภูมิใจไทยเนื่องจากระหว่างนั้น พรรคอยู่ระหว่างการปรับปรุง สมาชิกพรรคจึงมาพบกันที่โรงแรม จึงต้องถามว่าการที่มีสัญญาณโทรศัพท์ของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นหลักฐานที่เพียงพอในการ
กล่าวหาว่าเข้าไปอยู่ในห้องประชุมสว.แล้วหรือ

นายนภินทร กล่าวว่า หลักฐานที่ตนมี ถือว่าชัดเจน ถามว่า คณะอนุฯชุดที่ 26 มากล่าวหาตนได้อย่างไร สะท้อนว่าเป็นการตั้งข้อกล่าวหาแบบสุ่ม และเชื่อว่าผู้ที่ถูกกล่าวหา 229 คน บางส่วนก็มีหลักฐานและข้อมูลที่ชี้แจงได้เช่นกัน และกระแสกดดันว่าจะต้องส่งฟ้องทั้ง 229 คนเป็นกระแสที่ชอบหรือไม่ เพราะเป็นการเปิดหลักฐานเพียงฝั่งเดียว

ทั้งนี้ ตนเชื่อในการทำงานของกกต. ที่แบ่งพิจารณาเป็นคดีย่อยกว่า 400 คดี และพิจารณาอย่างละเอียดเป็นรายบุคคล เป็นการกระทำที่ชอบและถูกต้อง แต่การกดดันให้ส่งฟ้อง 229 คน โดยเปิดหลักฐานเพียงข้างเดียวและกดดันการทำงานของกกต. ตนเชื่อว่าไม่เหมาะสม ถือว่าเป็นการทำงานการเมืองที่สกปรก

นายนภินทร กล่าวว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระ จะจินตนาการว่าสว. เป็นผู้เลือกกกต. มา 3-4 คน จะลำเอียง คุณกำลังจินตนาการให้ร้ายสังคม ฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะอยู่ซีกไหน แต่เปิดเรื่องนี้ขึ้นมาบีบ กดดัน กกต. ถือว่าเป็นการทำงานที่ไม่เหมาะสม ยืนยันอีกครั้งว่าเป็นการเมืองที่สกปรก ขอสังคมพิจารณาว่าการเมืองแบบนี้จะรับฟังอย่างไร

หลังแถลงจบ นายนภินทร ได้หันไปถามเลขาฯส่วนตัว ว่า ระหว่างที่ตนแถลง มีใครโทรมาบ้างหรือไม่ นายยิ่งชีพกับนายพริษฐ์ โทรมาบ้างหรือไม่ ตนพร้อมตอบทุกคำถาม จากนั้นจึงให้สื่อมวลชนเริ่มซักถาม

ผู้สื่อข่าวถามว่านอกจากเรียกร้องว่าไม่ให้ใช้การเมืองสกปรกแล้ว จะใช้กฎหมายปกป้องตัวเองอย่างไร นายนภิทร กล่าวว่า ตนแจ้งความนายยิ่งชีพ ไว้แล้ว ที่สน.ทองหล่อ เพราะสิ่งที่นายยิ่งชีพ นำมาพูดว่ามีนายเอ มาพบตน และพูดว่ามีข้าราชการ 2 คนเห็นว่านายเอ มาพบตนนั้น เหตุใดจึงไม่พูดให้หมดว่าข้าราชการ 2 คนนั้นมาอยู่ในห้อง รู้เห็นเหตุการณ์ด้วย

คุณตัดถ้อยคำบางส่วนมาพูดกับสังคม การแสดงความคิดเห็นแบบนี้ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการแสดงความเห็นในเชิงอคติ ให้ร้ายตน ทำไมไม่พูดให้หมด ว่าข้าราชการ 2 คนที่เห็นนายเอ มาเจอตน ก็เข้ามาอยู่ในห้อง และรู้เห็นการกระทำทั้งหมดว่าตนพูดว่าอย่างไร

“ผมแจ้งความไว้แล้ว พบกันที่ศาล คุณยิ่งชีพ ทุกคดีที่คุณพูดถึงผม ผมแจ้งความหมด และบางเรื่องผมจะฟ้องร้องด้วยตัวเอง” นายนภินทร กล่าว

ส่วนจะแจ้งความนายพริษฐ์ ด้วยหรือไม่นั้น นายนภินทร กล่าวว่า นายพริษฐ์ ถามในสภาฯ เมื่อเปิดโอกาสให้ตนตอบตนก็ตอบแล้ว

“ยืนยันว่าผมมีจิตสำนึกของการทำงานให้กับบ้านเมือง ไม่ใช่อย่างที่คุณพูด คุณต้องเป็นใหญ่กว่านี้ คุณเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ และคุณต้องเปิดหลักฐาน คุณอ้างว่ามีเอกสาร 90,000 กว่าหน้า คุณเปิดทุกมุมสิ เพราะผู้ถูกร้องมีหลักฐานแสดงต่างๆ เยอะแยะไปหมดในสำนวน ทำไมคุณเปิดซีกเดียว สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าเป็นการให้ร้าย ทำให้สังคมมีปัญหา เป็นการเมืองที่ย้ำอีกครั้งว่าสกปรกมาก” นายนภินทรกล่าว

ส่วนที่นายพริษฐ์ ระบุว่าวันนี้ติดเสวนา จึงมาฟังคำชี้แจงที่ทำเนียบรัฐบาลไม่ได้ ถือว่าฟังขึ้นหรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า ก็แล้วแต่สังคม หากคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ ก็ต้องมา แค่สัมมนากับเรื่องนี้ คิดว่าเรื่องไหนสำคัญกว่ากันอยู่ที่จิตสำนึกของนายพริษฐ์ ย้ำว่าได้ไปชี้แจงเรื่องนี้กับกกต. มาแล้ว 2 ครั้งและส่งเอกสารทั้งหมดให้แล้ว

ส่วนที่นายยิ่งชีพ เคยระบุว่าถ้าฝั่งรัฐบาลออกมาชี้แจง ก็พร้อมจะก้มหัวขอโทษ นายนภิทร กล่าวว่า ตนพูดความจริงแล้ว เขาจะว่าอย่างไรก็ไม่รู้ แล้วแต่เขา เขาพูดด้วยคารมหรือทำจริง ตนพูดความจริงทั้งหมด เขาจะทำตามที่พูดหรือไม่ก็แล้วแต่เขา ตนไม่บังคับเขา เป็นสิทธิเสรีภาพ คนเราพูดอะไรต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง คุณตำหนิตน กล่าวหาตน เจอกันที่ศาล

เมื่อถามกรณีระบุว่าสัมมนาไม่จำเป็น ต้องมาที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภิทร กล่าวว่า ก็ไม่จำเป็น ตนบอกไปแล้วว่าเบอร์โทรอะไร โทรมาได้เลย ถ้าถามมา ตนจะเปิดสปีคเกอร์โฟนให้สื่อมวลชนฟัง และจะตอบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตน แต่ถ้าไปถามเรื่องคนอื่น ตนตอบไม่ได้เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริงในสำนวน

ฉะนั้น ถ้าไปเปิดข้อเท็จจริงคนนั้นคนนี้ คุณเปิดข้างเดียว แต่กกต.ไม่สามารถออกมาโต้แย้งได้ มีเอกสารที่แสดงหักล้างได้เกือบหมด สังคมต้องให้ความเป็นธรรมพยายามฟังและชั่งน้ำหนักให้ได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน