วุฒิสภาเดือด! นันทนา ประกาศไม่ขอสังฆกรรม โหวต‘อัยการสูงสุด’ สว.กอบ ของขึ้นซัดต้องพูดเรื่องคุณสมบัติอัยการ ไม่ใช่แขวะ ‘บิ๊กเกรียง’ ดึงสติ ฟังภาษาคนถูกนะครับ

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 31 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดคือนายโกวิท ศรีไพโรจน์

ภายหลังคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด พิจารณาแล้วเสร็จแล้ว

โดยนพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว. ในฐานะประธานกมธ.สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯ กล่าวรายงานว่า ขณะนี้เราได้ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว และขอให้มีการพิจารณาเป็นการลับ จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า เรามาถึงจุดที่ประชาชนหมดศรัทธา ไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของสว. ไม่ไว้วางใจการเข้าสู่ตำแหน่งถึงขนาดออกมาเปิดเผยหลักฐานต่างๆ เพื่อให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งฟ้องศาลฎีกาตามสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เกียรติภูมิของสว.ชุดนี้ไม่เหลือแล้ว ประชาชนต่างก่นด่า

ระหว่างนี้มีเสียง พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. จะขอประท้วง แต่พล.อ.เกรียงไกร ชี้แจงก่อนว่า ตนกำลังจะพิจารณา ขอให้ท่านอภิปรายเรื่องคุณสมบัติของอัยการสูงสุด ตรงประเด็น

น.ส.นันทนา ชี้แจงว่า ตนไม่ได้ทำผิดข้อไหนเลย เพราะตามข้อบังคับข้อที่ 55 การอภิปรายต้องเกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำลังหารือกันอยู่ ในการเลือกองค์กรอิสระ ในการเลือกอัยการสูงสุด มีผู้เลือกกับผู้ถูกเลือก ตนกำลังพูดถึงผู้เลือกว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะมาเลือกผู้ถูกเลือกหรือไม่ มันไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ตรงไหน

พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า มีคุณสมบัติอยู่แล้ว เป็นหน้าที่ หากไม่ทำ 157

จากนั้น พ.ต.อ.กอบ กล่าวว่า จริงๆ ตนอยากให้ผู้อภิปรายได้พูดตามความรู้สึกตามที่ท่านคิด แต่เผอิญว่าสิ่งที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นั้นไม่ใช่การตรวจสอบประวัติ แต่ท่านพูดถึงข้อกล่าวหาการได้มาซึ่ง สว. เป็นเรื่องที่เป็นอำนาจของ กกต. เรื่อง สว. แต่ท่านไปติดยึด และตั้งใจที่จะมาล้มล้างวิธีการเลือก สว. ท่านพูดตั้งแต่วันแรกที่มาเป็น สว. จนถึงวันนี้ท่านก็ยังพูดอยู่

“ท่านไม่สมควรเป็นครูบาอาจารย์เลย ไม่เหมาะเลย โดยประการทั้งปวงไม่เหมาะที่จะเป็นดอกเตอร์ด้วยซ้ำไป ผมขอตำหนิท่าน ท่านเป็นผู้ใหญ่อายุ 50 กว่าแล้ว ท่านทำไมมาจำเจจมปลักกับเรื่องแบบนี้ ท่านไม่ให้บ้านเมืองเดินได้เลยหรือ อัยการสูงสุดเป็นองค์กรอิสระที่ดูแลเรื่องความยุติธรรม ถ้าอยากได้ความยุติธรรม ก็เลือกคนที่เขาสรรหามา ไม่ใช่ไปพูดแขวะอย่างโน่นอย่างนี้ว่าไม่มีสิทธิเลือก

ท่านดีกว่าคนอื่นอย่างไร ดีชั่วของท่าน ดีตรงไหน จะดีจะชั่ว อยู่ที่ตัวทำ จะสูงจะต่ำอยู่ที่ทำตัว ผมไม่อยากพูดมาก พูดมากเดี๋ยวก็ทะเลาะ เป็นเรื่องยาว งานมันจะไม่จบ โตๆ กันแล้ว จะเข้าโลงไม่กี่วันอยู่แล้ว ไม่ต้องมาทำฝีปากมาก” พ.ต.อ.กอบ กล่าว

จากนั้น น.ส.นันทนา ใช้สิทธิถูกพาดพิงว่า การที่บอกว่าตนไม่เหมาะสมกับการเป็นครูบาอาจารย์นั้น คิดว่าเหมาะสมหรือไม่ ต้องให้ประชาชนตัดสิน ไม่ใช่ พ.ต.อ.กอบ

ระหว่างนั้น น.ส.นันทนา พูดยังไม่จบประโยค พล.อ.เกรียงไกร ได้ปิดไมค์ น.ส.นันทนา พร้อมกล่าวว่า ขอให้อภิปรายให้อยู่ในประเด็น ประชาชนดูอยู่ ขอให้อภิปรายไม่ต้องตอบโต้กันไปกันมา

แต่น.ส.นันทนา พยายามจะพูดเพื่อชี้แจงประเด็นที่ถูกพาดพิง ทำให้พล.อ.เกรียงไกร ต้องห้ามปรามด้วยอารมณ์พร้อมถามว่า “ท่านเข้าใจไหมครับ ฟังภาษาคนถูกนะครับ ผมจะให้ท่านอภิปรายต่อ”

ก่อนจะเปิดไมค์ให้น.ส.นันทนาอภิปรายต่อ ว่า ตนขอใช้สิทธิ์พาดพิง และเปิดโอกาสให้คนเอาหลักฐานมา ให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไป ในทางกลับกัน สว.เสียงส่วนใหญ่กลับไม่ยอมให้เข้าสู่กระบวนการ ซึ่งตนจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ เพราะคุณสมบัติของผู้เลือก ถ้าตนพูดว่า วันนี้พ.ต.อ.กอบ ไม่เหมาะสมที่จะเป็น สว.เลย จะรู้สึกอย่างไร

หาก พ.ต.อ.กอบขาดคุณสมบัติ ท่านควรจะมาลงมติเลือกอัยการสูงสุดหรือไม่ ตนกำลังจะบอกว่าที่ประชาชนก่นด่าและตำหนิ ประณาม สว.ชุดนี้ ก็เพราะไม่มีกระบวนการพิสูจน์ความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเรียกร้องมาตลอดว่า ขอให้ชะลอกระบวนการเลือกองค์กรอิสระ ออกไปก่อน เพื่อรอให้ กกต.วินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาก่อน

“ทนอีกนิด อีกเพียง 2 สัปดาห์ กกต.จะมีมติในคดีนี้แล้ว ท่านที่นั่งในที่นี้ ถ้า กกต.วินิจฉัยเป็นอย่างไรจะดำเนินการส่งฟ้องศาลฎีกา ท่านก็จะได้พิสูจน์ตัวท่านเองว่าสิ่งที่เป็นหลักฐานต่างๆ ศาลจะวินิจฉัยเป็นอย่างไร และถ้าศาลบอกว่า ท่านบริสุทธิ์ ท่านค่อยกลับมาลงมติอย่างสง่างาม” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนเห็นคือ สว. ได้เห็นชอบองค์กรอิสระไว้มากมาย ตนอยากเตือน สว.ว่า อย่าเหิมเกริม อย่าเหลิงในอำนาจ อำนาจนี้ไม่ใช่ของท่านแต่เป็นอำนาจที่ปล้นมาจากประชาชน ควรสำนึกและหยุดการกระทำที่ฝืนมติมหาชน วันนี้ประชาชนออกมาขับไล่ด้วยกระบวนการทางกฎหมาย แต่หากยังไม่ยอมหยุด ประชาชนอาจให้บทเรียน เช่นเดียวกับเนปาลโมเดลได้

ก่อนที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. จะประท้วงว่า ผู้อภิปรายไม่ได้อภิปรายอยู่ในประเด็น จึงขอให้ประธานควบคุมการประชุมด้วย

ก่อนที่ น.ส.นันทนา จะกล่าวต่อว่า การที่ สว. ยิ่งลงมติ ไปมากเท่าไหร่ ก็ยังทำให้ กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวไปมากเท่านั้น หากสุดทางแล้วพบว่า ขาดคุณสมบัติ คนที่ไม่ได้รับความเห็นชอบไป ก็ไม่อาจกลับไปดำรงตำแหน่งได้ จะเยียวยาคนเหล่านั้นอย่างไร ส่วนคนที่ได้รับความเห็นชอบไปแล้ว ก็จะกลายเป็นมรดกบาปที่ทิ้งไว้หรือไม่ และจะถูกสังคมมองว่าได้ตำแหน่งมาจากการต่างตอบแทนหรือไม่ แม้ความเป็นสว. เป็นที่ยอมรับของประชาชน

“หากใช้จิตสำนึกและจริยธรรมให้มาก โดยชะลอการลงมติเลือกอัยการสูงสุดไว้ก่อน รอจนกว่า ศาลจะพิสูจน์ว่าท่านบริสุทธิ์ แล้วก็จะพ้นมลทินแล้วค่อยกลับมาลงมติใหม่ จะดีกว่าหรือไม่ แต่หากท่านยังยืนยันที่จะลงมติ แบบเทาๆ แบบนี้ ขอเชิญให้ประชาชนจดจำให้ดี ส่วนดิฉันไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับการกระทำนี้โดยเด็ดขาด” น.ส.นันทนา กล่าว

ภายหลังการประชุมลับและลงมติ ที่ประชุมเห็นชอบให้นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ด้วยคะแนน 151 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 14 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน