วรศิษฎ์ ย้อนไทม์ไลน์ที่มาสอบท้องถิ่น 68 ฟอกขาวไม่เกี่ยว มท.1 ปมเขี่ย ม.บูรพาให้ มศว.จัดสอบแทน พร้อมเปิดทางคืนความเป็นธรรมโอนย้ายคนสอบได้ภายใน พ.ย.นี้ จ่อเรียกเงินคืน-สิทธิประโยชน์กลุ่มทุจริต จับตา อปท.จ้างเหมาพวกถูกเพิกถอนรายชื่อ รับ สถ.ไม่มีอำนาจ แต่จะส่งข้อมูลให้หน่วยงาน MOU ลั่นสาวถึงใครแม้ซี 20 ก็ไม่รอด

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 ก.ย.2569 ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แถลงข่าวเรื่องผลการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568

นายวรศิษฎ์ กล่าวเล่าย้อนถึงที่มาการสอบข้าราชการท้องถิ่นในปี 2568 ว่า ในช่วงต้นปี 2567 มีการจัดซื้อจัดจ้างโดยมหาวิทยาลัยบูรพาได้ถูกประกาศเป็นผู้ชนะ หลังจากนั้นมีกลุ่มภาคประชาชนจากจังหวัดศรีสะเกษ เดินทางมาร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากล การรับผลประโยชน์ในพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษ กระทรวงมหาดไทยเมื่อได้รับเรื่อง จึงได้ประชุมหาแนวทางการป้องกันร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้ง ปปช. ปปท. ปปป. ปปง. ดีเอสไอ และได้มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และทำเอ็มโอยูให้ภาคีเครือข่ายเข้ามาตรวจสอบทุกขั้นตอน เมื่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเข้ามาตรวจสอบ ปรากฏพบมีการรายงานจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมายังกระทรวงมหาดไทย 3 เรื่อง

ประกอบด้วย 1.ขอให้ใช้ผลสอบภาค ก.ของ กพ. ในการสอบคัดเลือก 2.เพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริต 3.กำหนดให้มีภาคีเครือข่ายเข้ามาตรวจสอบการดำเนินการสอบทุกกระบวนการ โดยรายงานเหล่านั้นถูกส่งไปที่ ก.สถ. และ ก.สถ.ได้ประชุมพร้อมกำหนดมาตราการ 2 เรื่อง คือกำหนดมาตรการการป้องกันการทุจริต และกำหนดให้มีภาคีเข้ามาตรวจสอบกระบวนการสอบ ดังนั้นเมื่อกระบวนการเปลี่ยน ทำให้งบประมาณก็เปลี่ยนตาม เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่สามารถใช้สัญญาตัวเดิมได้ ซึ่ง สถ.ได้หารือไปยังกรมบัญชีกลางว่าจะทำเรื่องจัดซื้อจัดจ้างใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งกรมบัญชีกลางให้ข้อมูลว่าสามารถทำได้จึงนำมาซึ่งการยกเลิกสัญญา

“การยกเลิกสัญญาที่หลายคนพยายามนำเอาประเด็นทางการเมืองมาสร้างให้เกี่ยวข้อง และโยงเข้าไปหา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าเป็นผู้ยกเลิกสัญญา ถ้าทุกคนได้ฟังในสิ่งที่ผมได้ไล่เรียงมาแต่ตอนแรก จะเห็นได้ว่าสิทธิ์และอำนาจในการยกเลิกสัญญา ไม่ใช่ของ มท.1 แต่เป็นการเสนอจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และเสนอ ก.สถ.พิจารณา ตรงกันข้ามถ้าวันนั้นเราเลือกที่จะเพิกเฉยต่อเรื่องร้องเรียนของชาวศรีสะเกษ ก็จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งว่าเราละเว้น เพิกเฉย ทั้งนี้ หลังยกเลิกสัญญาแล้วก็ไม่ได้มีการห้ามไม่ให้มหาวิทยาลัยบูรพาเข้ามาประกวดราคา ”นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า การประกวดราคาครั้งใหม่ได้มีการเปิดรับสมัครก่อนเพื่อดูจำนวน จึงค่อยกำหนดราคากลาง เพื่อไม่ให้รัฐต้องเสียงบประมาณ ซึ่งมีมหาวิทยาลัยที่เสนอราคากลางเข้ามา ทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (มศว.)

โดยรอบที่สองใช้วิธีการ e-bidding หรือ การประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น ที่บอกว่ามีการล็อกเป็นการกล่าวหาที่ไม่ยุติธรรม อีกทั้งขณะนั้นมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มีการอุทธรณ์เข้ามายังกรมบัญชีกลาง ซึ่งไม่ได้ยื่นมาที่ ก.สถ.หรือ กระทรวงมหาดไทยแต่คำอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น จึงยืนยันให้ มศว.เป็นผู้ชนะการประกวดราคา

“การตั้งคำถามปลายเปิดเป็นการชี้นำกระบวนการ ว่าทำให้ผู้ใดผู้หนึ่งชนะการประมูล อันนี้ไม่เป็นธรรม ยินดีหากคนที่กล่าวหาจะมีพยานหลักฐาน หากไม่ไว้ใจผมก็ไม่เป็นไร สามารถส่งให้ ปปช.ได้ และมั่นใจ ปปช.ทำงานอย่างตรงไปตรงมา” นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า หลายคนพยายามโยงว่ามีขบวนการล้มการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อหาผู้จัดจ้างใหม่ ขอตั้งคำถามว่าคนเราหากคิดจะเป็นโจร ทำไมต้องเอาตำรวจมาอยู่ในบ้านตัวเอง ตนเคารพในการให้ข้อมูลของแต่ละคน แต่ช่วยบอกมาว่ามันคืออะไร นำข้อมูลที่มีไปแจ้งต่อ ปปช.ได้เลย เพื่อตรวจสอบและพิสูจน์ให้เห็นข้อเท็จจริง

ซึ่งกระบวนการตรวจสอบเกิดขึ้นพร้อมกัน 3 หน่วยงาน คือ ปปช.รับผิดชอบในภาพรวม ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจและสอบสวนกลางจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนายหน้าที่ไปหลอกให้จ่ายเงินแล้วจะได้รับการบรรจุ และตำรวจก็จับกุมกลุ่มเหล่านี้แบบรายวัน เพราะเครือข่ายแบบนี้ทำกันทั่วประเทศ อีกส่วนหนึ่งที่ทำควบคู่กัน คือกระทรวงมหาดไทยในส่วนบริหาร มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและกรรมการสอบวินัยร้ายแรงแต่ละหน่วยงาน มีกรอบอำนาจหน้าที่ที่แตกต่างกันไป และเราต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อหาข้อเท็จจริงให้กับสังคม

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ปัจจุบันการถอดถอนเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. ขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการดำเนินการทางกฎหมาย รวบรวมข้อมูลให้ 5 ภาคีเครือข่าย ส่วนผู้รับจ้างได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว และเพื่อป้องกันปัญหาซ้ำซ้อน จึงส่งข้อมูลผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนไปให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกสอบบรรจุราชการ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณา และจะมีการเรียกเงินคืนและสิทธิประโยชน์ สำหรับผู้ที่คะแนนไม่ถึงแล้วได้รับการบรรจุ ซึ่งกำลังปรึกษากับกฤษฎีกาถึงแนวทางการเรียกเงินคืนกับบุคคลเหล่านั้น ว่าจะมีแนวทางที่ชัดเจนอย่างไร

ส่วนการจ่ายเงินให้ มศว.ตามสัญญาต้องจ่าย 4 งวด ขณะนี้มีการจ่ายล่วงหน้าไปแล้ว 3 งวด ยังเหลืองวดสุดท้าย 30 ล้านบาท จึงได้สอบถามไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อให้ชะลอการใช้เงินงวดสุดท้าย ซึ่งกรมบัญชีกลางให้ความเห็นว่ารอให้กระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นก่อน สถ. จึงจะหารือกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับเงินที่มีการจ่ายไปแล้ว 3 งวด ส่วนการช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านกฎหมายหากถูกฟ้องร้อง แต่ละจังหวัดจะมีรองผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดเป็นประธาน หากไม่เพียงพอกรม สถ.จะเข้าไปแบ็คอัพให้

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า สำหรับกาจะรนำบุคคลที่ถูกเพิกถอนรายชื่อออกจากราชการ แล้วไปใช้วิธีการจ้างเหมา หรือวิธีอะไรก็แล้วแต่เพื่อให้กลับไปทำงานใหม่ เป็นประเด็นที่กรม สถ.ให้ความสำคัญอย่างมาก แต่ด้วยความที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมไม่มี อำนาจที่จะบอกว่าจะจ้างใครหรือไม่จ้างใคร แต่ข้อเท็จจริงบุคคลกลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังแม้ว่า ปปช.จะยังไม่สรุปว่าเป็นผู้ทุจริต

ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ต้องตรวจสอบว่ามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไหน ที่มีการจ้างบุคคลเหล่านี้กลับเข้าไปทำงาน ให้ทำหนังสือรายงานมายังกรม สถ. หากมีการจ้างบุคคลเหล่านี้ขอให้ชะลอ เพราะเป็นบุคคลที่อยู่ในข่ายการตรวจสอบ แต่หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการดำเนินการจ้าง กรมจะเข้าไปตรวจสอบเอง โดยขอความร่วมมือจากหน่วยงานตรวจสอบ เข้าไปช่วยดูเรื่องนี้

เมื่อถามว่าถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการจ้างเหมาผู้ที่ถูกเพิกถอนรายชื่อ ซึ่งมีกระแสข่าวว่าพื้นที่ภาคเหนือ มีการจ้างเหมา 18,000 บาท มีการทำในลักษณะนี้จริงหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังรอให้ทุกจังหวัดตรวจสอบตัวเลขและอัปเดตมาเป็นรายวัน คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าน่าจะทราบเรื่องแล้ว

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ในส่วนของการคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สอบได้ด้วยความสามารถของตัวเองนั้น กลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เข้ามาสอบ แบ่งเป็น 2 ประเภท สอบได้โดยสุจริต และกลุ่มที่รอเรียกใช้บัญชีเข้ามาบรรจุ โดยผู้ที่สอบได้จะให้เลือกพื้นที่ในการบรรจุ และจะเร่งรัดโอนย้ายให้เร็วขึ้น ซึ่งน่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนต.ค.จากนั้นจะเรียกกลุ่มผู้รอใช้บัญชีเข้ามาบรรจุให้เต็ม และจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพ.ย.

นายวรศิษฎ์ กล่าวชี้แจงกรณีที่มีการปล่อยข้อมูลว่าบุคคลที่มีการแก้คะแนน กรม สถ.จะมีการจัดสอบใหม่ ยืนยันไม่มี และขอผู้ที่ปล่อยข่าวตรวจสอบข้อมูลก่อน อย่าให้เราเสียเวลาทำเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ และจะทำให้ผู้รอใช้บัญชีที่รอการบรรจุเขารู้สึกเสียขวัญ

เมื่อถามถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการทางกฎหมายฯ บอกว่าการตรวจสอบเชื่อมโยงไปถึงการเมือง และเป็นอาชญากรรมสีน้ำเงิน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปชี้แจงกับกรรมาธิการแล้ว และประเด็นคนที่ใกล้ชิดกับ มท.1 ที่กล่าวหาว่ามีการติดต่อกับอาจารย์คนนึงใน มศว.นั้น ทราบว่ามีการคุยกันจริง 1 ครั้ง ซึ่งเกิดจากการร้องขอของเจ้าหน้าที่ที่มีการจัดสอบ เพราะได้ให้ มศว.มาเสนอแผนดำเนินการสอบ และมีข้อเสนอให้ยุบศูนย์สอบจาก 10 ศูนย์ เหลือเพียงศูนย์เดียว จึงได้พูดคุยกันว่าไม่ได้เพราะต้องดำเนินการตามสัญญาที่มีการเซ็นเอาไว้ ซึ่งข้อเท็จจริงมีเพียงเท่านั้นและได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเมื่อวันที่2 ก.ย.พร้อมย้ำว่าผู้ที่มีหลักฐานให้ส่งข้อมูลต่อ ปปช.

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลเข้ามาทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง และให้ความสำคัญเป็นที่สุดไม่มีการจะสอบครั้งไหนที่จะเอาภาคีตรวจสอบทั้ง ปปช. ปปท. ปปป. เข้ามาจับตาดูการสอบต้องมีในครั้งนี้ สุดท้ายก็นำไปสู่ผลการตรวจพบว่ามีกระบวนการทุจริต ส่วนที่รักษาการอธิบดี สถ.ได้ให้สัมภาษณ์และกล่าวคำว่า “ปิดจ๊อบ” และมีคนพยายามบิดเบือน

ซึ่งที่จริงแล้วเป็นเฉพาะเรื่องของการเพิกถอนบัญชี และมีคนบอกว่าจับได้เฉพาะปลาซิวปลาสร้อย ดำเนินการเฉพาะคนตัวเล็กๆ แล้วแยกย้าย หากคนเข้าใจในกระบวนการจริงก็จะเข้าใจ เชื่อว่าเขาเข้าใจแต่แกล้งไม่เข้าใจมากกว่า ซึ่งขณะนี้ ปปช.และตำรวจยังเดินหน้าคดีอาญาต่อเพื่อสาวไปถึงผู้กระทำความผิดให้ได้ว่ามีใครอยู่ในเครือข่ายบ้าง ยืนยันไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ชัดเจนว่าเราต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด จะเป็น ซี10 ซี11 หรือ ซี20 ก็จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา

ด้านนายนิรัตน์ กล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่สอบได้ ส่วนกับการเอาผิดวินัยร้ายแรงกับอดีต 2 อธิบดี ขอให้ไปถามนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งเป็นประธานตรวจสอบวินัยร้ายแรง ที่ตั้งโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย และแม้ว่าจะย้ายจากอธิบดี ปภ.ไปเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง แต่ก็ยังเป็นประธานในการสอบอยู่แม้ตำแหน่งจะเปลี่ยน แต่ตัวประธานไม่เปลี่ยน

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน