อนุทิน ประชุมบอร์ด Data Center นัดแรก ย้ำเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล สั่งเร่งออกระเบียบ-กฎหมาย ให้เหมาะสมชัดเจน พร้อมชู Green Energy
เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 4 ก.ย.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569
โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมด้วย
นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ประชุมเพื่อกำหนดทิศทาง และนโยบายดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) ของประเทศไทยให้เป็นระบบ และสอดคล้องกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางเศรษฐกิจดิจิทัล
การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์มาพร้อมกับความท้าทายสำคัญเรื่องการใช้ไฟฟ้า น้ำ และสาธารณูปโภคจำนวนมากโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางไซเบอร์ เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการจัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลของอุตสาหกรรมในอนาคตจำนวนมาก เพราะฉะนั้น เราต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมาย และผลประโยชน์ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล โดยประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนจากทั้งใน และต่างประเทศ เข้ามาลงทุนกิจการดาต้าเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง จากศักยภาพที่เรามีอยู่ และความพร้อมต่างๆโดยเฉพาะความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน
นายกฯกล่าวว่า ขณะนี้เราเห็นว่าสังคมมีความกังวลต่อดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะในเขตชุมชนเมืองต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในยุคดิจิทัล ขณะที่กฎหมายของเรายังพัฒนาไปไม่ถึง จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องวางมาตรการขึ้นมากำกับอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
สำหรับเป้าหมายของประเทศไทยไม่ใช่ต้องการเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือแค่ดึงดูดการลงทุนเพื่อให้เราเป็นเพียงแค่สถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่การลงทุนต้องสร้างมูลค่าเพื่อให้กับประเทศดึงดูดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องให้เข้าสู่ประเทศไทย เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากรไทย สร้างระบบนิเวศดิจิทัล และยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
หลายประเทศผ่านจุดนี้มาแล้ว และกำลังแข่งกันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งผ่านช่วงเวลาที่จะต้องทบทวนออกแบบให้เหมาะสม และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และสมดุล
นายกฯ ยังฝากให้คณะกรรมการชุดนี้ร่วมกันพิจารณาประเด็นสำคัญอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการกำหนดนิยาม และสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ให้ชัดเจน การกำหนดมาตรฐาน Green Data Center การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การคุ้มครองข้อมูล และความมั่นคงทางไซเบอร์ ตลอดจนการสนับสนุนระบบนิเวศ AI และ Cloud ของประเทศไทย
ทั้งนี้ ตนขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ และนำความกังวลของประชาชนมารับฟังหาทางออก ซึ่งผู้ว่าฯกทม. ได้ดำเนินการในส่วนที่มีการพบกันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีหลายประเภททั้งสร้างแบบถูกต้องทั้งหมด ตรงนี้ก็ไม่ว่ากัน การสร้างแบบแอบเข้ามา มีของแฝงเข้ามาเพื่อลดต้นทุน และใช้ใบอนุญาตที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
มีการลักลอบใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาดำเนินกิจการซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการทำเช่นนี้มาตลอด แต่เราต้องจับทางเขาให้ได้ เพื่อแก้ไข และออกกฎระเบียบให้มีความรัดกุม ที่สำคัญต้องปลอดภัยกับประชาชนให้มากที่สุด
“ไม่ใช่ว่าจะบอกว่าเราจะไม่ทำดาต้าเซ็นเตอร์อีกแล้ว แต่เราต้องมาจัดระเบียบ เพราะเศรษฐกิจแบบนี้ ถ้าบูมขึ้นมา บางทีคนก็เหมือนจะขายใบอนุญาตไปขอใบจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กระทรวงมหาดไทย เหมือนขอเผื่อไว้ก่อน ซึ่งดูคร่าวๆไปขอมา 20,000 เมกะวัตต์ นี่ก็เป็นหลักธุรกิจแบบไทยๆคือขอไว้ก่อน ถ้าใช้ก็นำมาหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ ถ้าไม่ใช้ก็ปล่อยให้มันหายไป”
นายกฯ กล่าวต่อว่า คิดว่าคณะกรรมการชุดนี้ต้องมีความชัดเจน และอธิบายให้กับประชาชนด้วย เพราะตอนนี้ประชาชนอาจจะกังวลว่าแค่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าเป็นหมื่นๆเมกะวัตต์ เชื่อว่าการประชุมครั้งนี้จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมากำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์
นายกฯ ยังเน้นย้ำนายเอกนิติ เรื่องการใช้พลังงานทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก และมีการใช้ที่ดินอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก จึงต้องทำให้สอดคล้องกับสภาวะการในปัจจุบันที่ประเทศไทยนึกถึงเรื่อง Net Zero ด้วย
การใช้ไฟจำนวนมากขนาดนี้ต้องใช้เรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียน (Green Energy) มากกว่าพลังงานฟอสซิล พร้อมยกตัวอย่างการกักน้ำมันเอาไว้สำรองตรงนี้อาจจะต้องแก้ไข ถ้าเราใช้พลังงานจาก Green Energy หรือพลังงานธรรมชาติมากๆ ไม่ว่าจะรูปแบบใด เช่น ลม โซล่า ถ้าใช้พลังงานเหล่านี้จะทำให้การดาวน์ของพลังงานน้อยกว่าการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator)
จึงต้องคิดครอบคลุมให้หมดเพื่อตอบโจทย์ทุกอย่างได้ ตนพร้อมพิจารณาคำแนะนำของทุกท่าน เพราะต้องไปสู่การแก้ประกาศออกระเบียบหรืออาจต้องแก้พระราชบัญญัติอะไรหรือไม่ ก็ต้องพิจารณากัน