ปกรณ์ ผุดไอเดีย Fast Track เก็บค่าธรรมเนียม ผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ เผยถึงเวลาผ่าตัดระบบราชการ เลิกตั้งหน่วยงานซ้ำซ้อน–ใช้ดิจิทัลลดขั้นตอน ยกระดับขีดความสามารถประเทศ
เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 09.05 น. ถึงแนวคิด “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” โดยระบุถึงเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทนคำว่า “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่
นายปกรณ์ กล่าวว่า โจทย์สำคัญวันนี้คือการลงมือปรับกระบวนการทำงานให้เห็นผลจริงในอดีตมีความพยายามปฏิรูประบบราชการมาหลายครั้ง แต่มักจบลงที่การตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน การศึกษา และการจัดทำนโยบาย แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายปกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งความผันผวนของการค้าโลก มาตรการกดดันระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนจัดและไฟป่า ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างปรับโครงสร้างและวิธีบริหารภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายปกรณ์ กล่าวว่า อีกปัจจัยสำคัญคือ โครงสร้างงบประมาณของประเทศ ซึ่งมีรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้ ก็จะมีโอกาสขยับสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น
นายปกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาระบบราชการไม่ควรเริ่มต้นจากการประกาศลดจำนวนข้าราชการ แต่ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้
“ผมไม่ได้บอกว่าเราจะลดคนไปเลยนะครับ มันคือการพัฒนาประสิทธิภาพ” นายปกรณ์กล่าว พร้อมอธิบายว่า เทคโนโลยีควรถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนงานบางประเภท ไม่ใช่มองว่าเป็นการทดแทนคน เช่น การส่งเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบสารบรรณดิจิทัล แทนการใช้เจ้าหน้าที่เดินถือแฟ้มระหว่างหน่วยงาน
นายปกรณ์ กล่าวว่า ประสบการณ์การทำงานที่กฤษฎีกา ซึ่งเคยมีกระบวนงานประมาณ 170 กระบวนการ แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการนำเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานจากที่ใดก็ได้มาใช้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 หลายขั้นตอนที่เคยถูกมองว่าจำเป็นกลับสามารถลดหรือปรับเปลี่ยนได้ จึงควรนำบทเรียนดังกล่าวมาทบทวนกระบวนงานของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด
ด้านโครงสร้าง นายปกรณ์ กล่าวว่า เมื่อภาครัฐได้รับภารกิจใหม่ ไม่ควรตอบสนองด้วยการตั้งหน่วยงาน กอง หรือคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง แต่ควรจัดทีมตามภารกิจ โดยดึงบุคลากรจากหลายส่วนมาทำงานร่วมกัน ลดโครงสร้างที่มีผู้บริหารจำนวนมาก และเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหา
สำหรับกำลังคนภาครัฐซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 ล้านคน ไม่ควรใช้ระบบบริหารบุคลากรแบบเดียวกับทุกอาชีพ เพราะครู แพทย์ พยาบาล ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในสายงานอื่นมีลักษณะงาน เวลา และภาระหน้าที่แตกต่างกัน แต่ละวิชาชีพจึงควรประเมินจำนวนคนจากปริมาณงานและคุณภาพของผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ
นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลยังต้องเดินหน้าสู่ “ภาครัฐระบบเปิด” (Open Government) โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์อ่านและนำไปใช้ต่อได้ ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ต้องเชื่อมโยงกัน และประชาชนควรติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน ซึ่งนอกจากจะทำให้บริการรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต
นายปกรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของการบริการประชาชนในอนาคตควรเปลี่ยนจากการทำงานแยกส่วนแบบหนึ่งหน่วยงานต่อหนึ่งเรื่อง ไปสู่การทำงานข้ามหน่วยงานและข้ามกระทรวง ประชาชนไม่ควรต้องนำข้อมูลชุดเดียวกันไปยื่นซ้ำ หรือติดต่อราชการหลายแห่งเพื่อดำเนินการเรื่องเดียว แต่ควรได้รับบริการแบบจุดเดียวจบ โดยหน่วยงานรัฐเป็นฝ่ายเชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานกันเอง
นายปกรณ์ ยังเสนอให้พิจารณาช่องทางบริการแบบ Fast Track ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมาย สำหรับผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมาย โดยให้กฎหมายหลักกำหนดเฉพาะหลักการ ส่วนรายละเอียดควรอยู่ในกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้สามารถแก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น
นายปกรณ์ กล่าวว่า ผลสำเร็จของการพัฒนาระบบราชการต้องวัดจากสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ โดยเฉพาะระยะเวลาให้บริการ ซึ่งนายปกรณ์เห็นว่ากระบวนงานภาครัฐควรใช้เวลาลดลงอย่างน้อยประมาณร้อยละ 20–30 ภายหลังการปรับระบบและนำกฎหมายอำนวยความสะดวกมาใช้ โดยตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่งประชาชนสามารถจับต้องได้ คือการติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน สามารถตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น ขณะที่ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
นายปกรณ์ กล่าวว่า ความพยายามพัฒนาระบบราชการครั้งนี้จึงไม่ควรสิ้นสุดลงที่ข้อเสนอหรือรายงานอีกครั้ง แต่ต้องลงมือรื้อกระบวนงาน เชื่อมโยงข้อมูล พัฒนาคน และวัดผลจากบริการที่ประชาชนได้รับ ซึ่งยังส่งผลต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเรียกคำนี้ว่า “การปฏิรูประบบราชการ” หรือ “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ก็ตาม หัวใจสำคัญคือ “ต้องลงมือทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ”