หมอเปรม กางปัญหาบัตรทอง ตั้งคำถามแรง รัฐบาล-สปสช. วันนี้เรามีบัตรทอง หรือมีบัตรรอ จี้แก้เวลารอ-ส่งต่อ-เหลื่อมล้ำ ก่อนสิทธิรักษาจะเหลือเพียงบนกระดาษ

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายระหว่างการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณารายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 ว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้ต้องการล้มล้างหรือปฏิเสธคุณูปการของบัตรทอง ที่ช่วยให้คนไทยจำนวนมากเข้าถึงการรักษาโดยไม่ต้องล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล

แต่ต้องการตั้งคำถามว่า หลังดำเนินระบบมานานกว่า 20 ปี ประชาชนได้รับหลักประกันสุขภาพจริงแล้วหรือไม่ หรือมีเพียงชื่อและสิทธิอยู่ในระบบ แต่เมื่อเจ็บป่วยกลับต้องรอคอยการรักษา

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ระหว่างคำว่ามีสิทธิรักษากับได้รับการรักษาที่มีคุณภาพและทันเวลา เป็นคนละเรื่องกัน เพราะในวันที่ประชาชนป่วย สิ่งที่ต้องการไม่ใช่ใบรับรองสิทธิ แต่คือหมอที่ได้พบ เตียงที่ได้เข้า ยาที่ได้รับ การตรวจที่ทันเวลา และระบบส่งต่อที่ไม่ทำให้คนป่วยต้องวิ่งจนหมดแรง แต่สิ่งที่เป็นอยู่มีคำถามว่าวันนี้เรามีบัตรทอง หรือมีบัตรรอ

ทั้งนี้ ปัญหาระยะเวลารอคอย คุณภาพบริการที่ต่างกันในแต่ละพื้นที่ การขาดแคลนบุคลากร และระบบข้อมูลที่ยังเชื่อมโยงกันไม่สมบูรณ์ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ เพราะสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง การรอเพียงไม่กี่สัปดาห์อาจหมายถึงระยะโรคที่เปลี่ยนไป และโอกาสรักษาที่ลดลง

คนหาเช้ากินค่ำไปโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าจนเย็น ไม่ได้เสียแค่เวลา แต่เสียค่าแรง เสียรายได้ เสียค่าเดินทาง บางครอบครัวต้องยืมเงินเพื่อเดินทางไปรักษาฟรี ดังนั้น ค่ารักษาอาจฟรี แต่ต้นทุนการเข้าถึงการรักษาไม่เคยฟรี

นพ.เปรมศักดิ์ ยังวิจารณ์ระบบส่งต่อว่า ไม่ควรกลายเป็นวิ่งผลัดคนป่วย โดยในปีงบประมาณ 2568 มีการประสานส่งต่อผ่านสายด่วน 1330 จำนวน 56,751 เรื่อง ขณะที่มีเรื่องร้องทุกข์ 66,100 เรื่อง และเรื่องร้องเรียนอีก 41,891 เรื่อง

สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังต้องพึ่งการประสานเพื่อให้เข้าถึงสิทธิที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ประเทศไทยพูดถึง Big Data, Digital Health และ AI อย่างต่อเนื่อง แต่ในชีวิตจริงบางครั้งคนไข้ยังต้องทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมข้อมูลด้วยตัวเอง ทั้งที่ข้อมูลต้องเดินแทนคนป่วย ไม่ใช่ให้คนป่วยเดินตามข้อมูล เพราะมะเร็งไม่รอใบส่งตัว เส้นเลือดสมองไม่รอระบบอนุมัติ หัวใจไม่รอการเคลียร์สิทธิ และความตายไม่เคยรอเวลาราชการ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ที่ใช้ระบบยืนยันตัวตน ใบหน้า QR Code หรือเทคโนโลยีเพื่อป้องกันการทุจริตเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องไม่กลายเป็นกำแพงใหม่สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ หรือประชาชนที่ไม่มีสมาร์ตโฟน หากผู้สูงอายุวัย 70-80 ปีใช้โทรศัพท์ไม่คล่อง ระบบล่ม หรือยืนยันตัวตนไม่ได้ รัฐมีช่องทางรองรับคนเหล่านี้เพียงพอหรือไม่

เทคโนโลยีต้องทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ใช่ย้ายความเหลื่อมล้ำจากหน้าต่างราชการไปอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ อย่าให้ 30 บาทรักษาทุกที่ กลายเป็นรักษาทุกที่ แต่ไม่ใช่ทุกคน และไม่ใช่ทุกเวลา

นพ.เปรมศักดิ์ยังกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาระหว่างพื้นที่ โดยเฉพาะการเข้าถึงแพทย์เฉพาะทาง เครื่อง CT Scan, MRI และศูนย์รักษาโรคซับซ้อน ซึ่งยังแตกต่างกันอย่างมาก สิทธิที่เท่ากันตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะได้รับโอกาสรักษาเท่ากันในชีวิตจริง

อย่างไรก็ตาม แม้รายงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของ สปสช. จะระบุว่า ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจระดับมากถึงมากที่สุดถึง 98.79% แต่ในรายงานเดียวกันยังมีข้อเสนอให้ลดความยุ่งยาก เพิ่มช่องทางเข้าถึงบริการ และสื่อสารสิทธิให้ชัดเจนขึ้น จึงไม่ควรนำค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมาใช้กลบเสียงของคนที่ยังเข้าไม่ถึงการรักษา

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอ 7 แนวทางเร่งด่วน ได้แก่ 1.กำหนดมาตรฐานเวลารอคอยระดับชาติสำหรับโรคสำคัญ 2.พัฒนาระบบส่งต่อไร้รอยต่อ 3.เปิดเผย Waiting Time ของโรงพยาบาลทั่วประเทศ 4.จัดช่องทางรองรับผู้สูงอายุและผู้ไม่มีสมาร์ตโฟน

5.กระจายแพทย์เฉพาะทางและเครื่องมือแพทย์ไปต่างจังหวัด 6.ทบทวนระบบการเงินไม่ให้แรงกดดันตกอยู่กับคนไข้ และ 7.จัดทำ Patient Experience Dashboard เพื่อติดตามเวลารอ การส่งต่อ และปัญหาร้องเรียนอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า สิ่งที่เสนอไม่ใช่การยกเลิกบัตรทอง แต่คือการทำให้บัตรทองสมกับคำว่าทองโดยระบบหลักประกันสุขภาพที่ดีต้องพิสูจน์ตัวเองในวันที่ประชาชนเจ็บป่วย ว่า คนไข้สามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพและทันเวลาจริงหรือไม่

ขอฝาก 3 ประโยคถึงรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข และ สปสช. ว่า สิทธิที่ใช้ไม่ได้ทันเวลา คือสิทธิที่มีอยู่เพียงบนกระดาษ อย่าบริหารกองทุนเพียงเพื่อไม่ให้เงินหมด แต่จงบริหารเพื่อไม่ให้ประชาชนหมดโอกาสรักษา และบัตรทองต้องเป็นบัตรแห่งความหวัง ไม่ใช่บัตรคิวรอความเจ็บป่วยลุกลาม

ทั้งนี้ นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะรับข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภาไปปรับปรุงในการทำงาน แต่เป็นสิ่งที่ยากมากจะทำให้ผู้ใช้บริการพอใจเต็ม 100 % แต่มีเพียง 1 %กว่าๆที่ยังไม่พอใจตามที่นพ.เปรมศักดสิ์กล่าวนั้นก็จะนำไปปรับปรุงแก้ไขโดยเฉพาะข้อเสอน 7 ข้อ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน