สส.ภูมิใจไทยประท้วงวุ่น ‘พริษฐ์’อภิปรายงบกกต. ไร้ประสิทธิภาพ เหน็บผลลัพธ์แบบนี้ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ก็ได้คำตอบ ‘ศุภชัย’ ซัดไม่อยากเถียงกับเด็ก เตือนอย่าฮึกเหิมให้มาก

เมื่อเวลา 13.35 น. วันที่ 10 ก.ย.2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ 2-3 ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณามาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานขององค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ วงเงิน 7.85 พันล้านบาท

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า หากเปิดดูเอกสารงบประมาณประจำปี 2570 จะเห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของบ 2,700 ล้านบาท เพื่อให้กระบวนการเลือกมีความน่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับในความสุจริต และเที่ยงธรรม

แต่จากการสังเกตการทำหน้าที่ของกกต.ที่ผ่านมา ตนไม่มั่นใจว่างบประมาณที่จะอนุมัติให้กกต. จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือจะถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย

นายพริษฐ์ กล่าวว่า บทบาทของกกต. ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับกรณีการโกงสว. ซึ่งเป็นขบวนการโกงที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตากกต.อย่างโจ่งแจ้ง และเป็นประเด็นที่สังคมกังวลใจว่า 4 วันข้างหน้า กกต.จะลงมติตัดตอนไม่ให้เรื่องไปถึงศาลหรือไม่

ยอมรับว่า เมื่อตนได้รับรู้ถึงข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับขบวนการนี้ สมมติฐานของตนที่มีต่อกกต. เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เคยตั้งคำถามว่า กกต. ปล่อยปะละเลยเรื่องขบวนการโกงสว.หรือไม่ วันนี้ตนกังวลใจว่ากกต.หรือบางส่วนของกกต. รู้เห็นเป็นใจกับขบวนการโกงส.ว. ตั้งแต่แรก

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ ได้อภิปรายย้อนลำดับเหตุการณ์กระบวนการเลือกสว. ตั้งแต่การวางแผนแบ่งทีม แบ่งงบ ในห้องประชุมอำนวยการของพรรคการเมืองหนึ่ง ในห้วงนั้นสิ่งที่กกต.ทำ คือการออกระเบียบเกี่ยวกับการเลือกสว. ที่เอื้อต่อแผนดังกล่าว จ้างคนมาลงสมัครจำนวนมาก เพื่อพลีชีพ และลงมติโหวตให้กับคนที่ต้องการให้เป็นสว. แต่กกต.ทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยให้ผู้สมัครจำนวนมากผ่านเข้ามาได้ ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ

นายพริษฐ์ กล่าวว่า พอนำเส้นทางการโกงสว.กับเส้นทางการทำหน้าที่ของกกต. มาเทียบกันหลักฐานมันฟ้องว่าสองเส้นทางนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อจนน่าสงสัย ไม่ต่างอะไรกับถนนพระราม 4 กับถนนสุขุมวิท ที่มีซอยเชื่อมโยงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง

แต่น่าเสียดายเช็กล่าสุดที่แยกพระโขนง ไม่ได้มีศาลหรือคุกรอพวกท่านอยู่ สิ่งที่สังเกตเห็นเพิ่มเติมคือการทำหน้าที่ของกกต. หลังรับรองผลสว.มีข้อพิรุธ ทำให้ตั้งคำถามว่าสภาควรจะอนุมัติงบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทุจริตหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวถึงการตรวจสอบของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเจ้าหน้าที่กกต.ทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมีข้อสรุปให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน แบ่งเป็นสว. 138 คน และ 21 คน เป็นรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ ยังตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดและข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ซึ่งตนตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของคณะอนุฯชุดดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ามีปัญหา หากดูคุณสมบัติ และประวัติการทำงานของอนุกรรมการ ชัดเจนว่าต้องการได้คนที่พร้อมเข้ามาช่วยน้ำเงินด้วย แต่กกต.ชี้แจงความจำเป็นที่ตั้งคณะอนุฯชุดที่ 36 เพราะภาระงานของอนุกรรมการ 35 คณะ เยอะอยู่แล้ว ตนเห็นว่าฟังไม่ขึ้น

ทั้งนี้ การที่ตนตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 เพราะกกต. มีการตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการอบรมหลักสูตรการสอบสวน ถ้ากกต. ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ แต่พอสอบสวนแล้วไปเจออนุกรรมการวินิจฉัยยกคำร้อง หรือปัดตกหลักฐานโดยไม่มีเหตุผลรองรับ จะเท่ากับงบประมาณจะสูญเปล่า และพอหลักฐานเริ่มเชื่อมโยงถึงนักการเมือง จะเห็นคณะอนุฯชุดที่ 36 ออกมาปกป้อง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตอกย้ำชัดเจนว่า การทำงานของคณะอนุฯชุดที่ 36 ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ควรจัดสรรงบให้กับคณะอนุฯแบบนี้ เพราะหลังจากเห็นหลักฐานทั้งหมด คณะอนุฯชุดที่ 36 มีข้อสรุปว่าขบวนการโกงสว.ไม่มีอยู่จริง ไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนไหนที่ควรจะถูกสั่งฟ้องไปที่ศาลแม้แต่คนเดียว

เขาเชื่อจริงๆว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริต ถ้าทำแบบนี้ตนเสนอให้ตัดงบเรื่องการสอบสวนทั้งหมด เพราะไม่ว่าจะสอบสวนได้หลักฐานอะไรมาท้ายที่สุด ก็เจออนุกรรมการวินิจฉัยที่ยกคำร้องให้ตรงกับธงทางการเมือง หรือเบี้ยประชุมในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยตัดไปเลยก็ได้ ถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สายก็ได้คำตอบเดียวกัน

“ไม่รู้ว่าวันที่ 14 ก.ย.นี้ กกต.จะตัดสินใจตามคณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 หรือไม่ แต่หากยังทำแบบนี้ ผมเห็นว่ากกต. ไม่สามารถทำให้สภาแห่งนี้มีความมั่นใจได้ว่า งบที่สภาจะอนุมัติจะไม่กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย” นายพริษฐ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการอภิปรายของนายพริษฐ์ มีสส.พรรคภูมิใจไทย ประท้วงเป็นระยะ อาทิ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ และนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ โดยขอให้นายพริษฐ์ อภิปรายอยู่ในประเด็นของการพิจารณางบประมาณวาระ 2

นายศุภชัย ประท้วงด้วยว่า สิ่งที่นายพริษฐ์ พูดเป็นเนื้อหาของสำนวนที่เป็นความลับ แต่ถูกนำมาเผยแพร่ ขอให้ประธานพิจารณาว่าทำได้หรือไม่ ทำให้ประธานขอให้นายพริษฐ์ อภิปรายอยู่ในประเด็น

ด้าน นายพริษฐ์ จึงชี้แจงว่าหากย้อนไปดู ตนไม่ได้เผยแพร่ การพูดแบบนี้เท็จหรือไม่ ทำให้นายศุภชัย กล่าวว่า ที่กล่าวหาว่าตนพูดเท็จนั้น ยืนยันว่าเอกสารที่แถลงบอกว่าเอกสารฉบับนั้น พนักงานสอบสวนในคดีของดีเอสไอ และต่อมาเป็นหนึ่งในคณะอนุฯชุดที่ 26 ที่ท่านชื่นชอบชื่นชมกันอยู่ ตนชี้ให้เห็นตรงนั้น นี่คือเนื้อหาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ท่านชอบกัน

“ท่านกล่าวหาว่าผมพูดเท็จ เมื่อก่อนท่านก็พูดเท็จ แต่ผมขี้เกียจเถียงกับเด็ก จึงไม่อยากตอบโต้ ก็เข้าใจ แต่อย่าฮึกเหิมมาก” นายศุภชัย กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน