อภิสิทธิ์ ร่ายยาว กกต.ไร้ความน่าเชื่อถือ วิกฤตศรัทธาพุ่ง – บี้ ส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกา ชี้ 4 กกต.ที่จะตัดสิน 14 ก.ย. ที่มาจาก สว. หากมติเป็นคุณกับผู้ถูกกล่าวหา หนีไม่พ้นข้อหามีผลประโยชน์ทับซ้อน
วันที่ 10 ก.ย.2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2-3
เวลา 16.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายมาตรา 32 หน่วยงานองค์กรอิสระและองค์กรอัยการ วงเงิน 7.85 พันล้านบาทว่า ขอตัดงบ 10 % แต่คงไม่ไปเจาะจงโครงการใด องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นเสาหลักหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย แต่การจะไปตรวจสอบองค์กรเหล่านี้ค่อนข้างจำกัด
อย่างเราอยากตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบกรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ยังต้องพึ่งพาอาศัยประธานสภาฯว่าจะส่งไปให้ศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การที่สมาชิกเสนอตัดงบเพราะความไม่เชื่อมั่น ความไม่เชื่อถือ ล่าสุดสถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจความเชื่อมั่น ความศรัทธา ในองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางการเมือง ปรากฏว่ากกต.ได้รับความน่าเชื่อถือต่ำ และหากเทียบอในอดีตก็ลดลงตามลำดับ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เพราะปัญหาเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม แต่เหตุใดจึงไม่มีความเชื่อมั่นใจกระบวนการตรงนี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คดีฮั้ว สว. สุดท้ายสำคัญที่สุดคือศาล และต้องกลับมาดูว่าอำนาจกกต. คดี สว.คืออะไร ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริตให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา นี่คือสิ่งที่กกต.ต้องทำ กกต.ไม่ต้องพิสูจน์อะไร ท่านต้องที่ส่งศาล เมื่อปี 2562 ลำพังแค่มีพฤติกรรมแลกคะแนน กกต.ก็เคยส่งศาลมาแล้ว และศาลฎีกาก็ตัดสินแล้วเพราะเห็นว่าเลือกตั้งไม่เป็นอิสระและเอาเปรียบผู้สมัครคนอื่น และเมื่อปี 2567 กกต.ก็ยังส่งศาลเป็นระยะๆ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถือว่าใหญ่กว่ากรณีที่ผ่านมามาก ทั้งผู้สมัครได้ 0 คะแนน การทำโพย ไปประชุมในโรงแรม ถามว่าต้องนำงบไปสอบสวนหรือไม่ เหตุใดไม่ยึดตามศาลฎีกา แค่นี้ก็ส่งศาลได้แล้ว เพราะกกต.ก็เคยทำมาแล้ว เหตุไฉนขบวนการที่ใหญ่ที่สุด กลับพยายามอธิบายว่า จะต้องมีหลักเกณฑ์ 1,2,3,4,5
ข้อมูลที่ปรากฏจากสาธารณะจึงเกิดความคลางแคลงใจว่า เรื่องนี้ตรงไปตรงมาหรือไม่ และบังเอิญว่าคดีนี้มันไปเชื่อมโยงกับนักการเมืองและพรรคการเมือง
“ที่จริงผู้ถูกกล่าวหาในพรรคก็ไม่ค่อยเชื่อถือ กกต.เพราะผู้ที่ถูกกล่าวหาหลายคน เลือกที่จะไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงของตนเอง พยายามต่อสู้แค่ว่ากกต.แจ้งข้อกล่าวหาไม่เป็นไปตามของกฎหมาย พรรคก็ไม่เชื่อถือ พวกผมก็ไม่เชื่อถือ แล้วจะลังเลอะไรที่จะบอกว่า ไม่ต้องเอาไปแล้วงบประมาณ แค่นี้ก็ชี้ได้แล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มีการตรวจสอบ และส่งเรื่องให้กกต.ไปประกอบการพิจารณา กกต.ก็ไม่รับ ในทางกลับกันดีเอสไอขอข้อมูลกกต. แต่กกต.ก็ไม่ส่งให้ แล้วจะให้เชื่อถือกระบวนการอย่างนี้ได้อย่างไร
เมื่อเกิดกระแสสังคม เกิดการเปิดโปงข้อมูล เลขาธิการ กกต. กลับมาพูดว่าจะส่งฟ้องหรือไม่นั้น มี 3 หลักเกณฑ์ ตนมองว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก คือ ต้องเป็นผู้สมัคร ซึ่งคดีดังกล่าวไม่ได้กล่าวหาแค่ผู้สมัคร แต่ยังกล่าวหานักการเมือง และตามมาตรา 76 ของกฎหมายผู้ที่กระทำความผิดของ สว.ได้คือผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมืองในพรรค เพราะถือเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ว่าการเลือก สว. ต้องปราศจากพรรคการเมือง
อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ มีการกล่าวหาในหลายจังหวัด แต่กลับเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองเดียว แถมยังเชื่อว่าเรื่องโอนเงินก็เป็นเรื่องบังเอิญ
“กกต. 4 คนที่จะตัดสินในวันที่ 14 ก.ย.นี้มาจาก สว. ที่ถูกกล่าวหา หากใช้กฎหมายวิธีพิจารณาทางปกครองของหน่วยงานทั่วไป ไม่มีสิทธิ์พิจารณา แต่บังเอิญความเป็นองค์กรเฉพาะ ถ้าไม่พิจารณา อาจไม่ครบองค์ประชุม วินิจฉัยไม่ได้ แต่ตามหลักธรรมาภิบาล 4 คนนี้ หนีไม่พ้นข้อหาการมีส่วนได้เสีย หรือการสร้างตอบแทน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน งบของ กกต.จึงจำเป็นต้องตัดด้วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กกต.ไม่ใช่องค์กรอิสระองค์กรเดียว ตนยังเสนอให้ตัดงบของป.ป.ช. ด้วย เพราะกระบวนการทำงานของ ป.ป.ช. น่าเป็นห่วง เมื่อสักครู่ตนได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากป.ป.ช.แจ้งผลการพิจารณาที่ตนถูกกล่าวหาไว้ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เพื่อที่จะบอกว่าตนไม่ผิด ก็ต้องขอบคุณที่บอกว่าตนไม่ผิด
สงสัยหรือไม่ว่า ทำไมใช้เวลา 15 ปี และตนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ และตนเคยซักถามเรื่องนี้ เหมือนกับกรณีป.ป.ช.ไปวินิจฉัยเกี่ยวกับอดีตรัฐมนตรี ที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่ายังคงเป็นหุ้นส่วนในบริษัทหนึ่งและยังมีบางข้อหาที่พวกเรายื่นเข้าไป ที่ควรวินิจฉัยได้เลย ก็ยังไม่มีคำตอบ
ดังนั้น หากเราไม่ใช้อำนาจของเราบอกว่าคุณควรปรับปรับปรุงการทำงาน มิเช่นนั้น เราจะไม่อนุมัติให้คุณใช้ภาษีของประชาชน และเราจะปล่อยให้องค์กรเหล่านี้ทำงานโดยไม่เป็นไปตามตัวชี้วัด ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและหลักการของธรรมาภิบาล
“ขอให้ ป.ป.ช. ไปขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำข้อตกลงกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรมขนส่ง กรมที่ดิน ว่าจะขอตรวจสอบว่าชื่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีทรัพย์สินอยู่ที่ไหนบ้าง แล้วให้เราเซ็นยินยอมว่าท่านเข้าไปตรวจสอบตรงนี้ได้ ก็ประหยัดงบทั้งหมดไม่ต้องมีภาระ วิ่งหา
เมื่อยื่นบัญชีทรัพย์สินเสร็จต้องไปตรวจสอบอยู่ดี หากระบบตรงนี้ไม่ทำงานตามระบอบประชาธิปไตยที่ทำมา และไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง ภารกิจในการรักษาระบบ จึงเป็นของพวกเราทุกคนในสภานี้ เริ่มต้นได้โดยการส่งสัญญาณในการตัดงบประมาณขององค์กรเหล่านี้ร้อยละ 10” นายอภิสิทธิ์ กล่าว