ไอซ์ รักชนก ยำข้อมูลที่เปิดคดีฮั้วสว. แฉกลางสภาอีกรอบ โยงเส้นเงินพนักงานสอบสวน-สายตรง 39 วินาที ฟาดแรงอาชญากรรมสีน้ำเงิน เปิดข้อมูลผู้ถูกกล่าวหา อักษรย่อ น. ให้การในสำนวนวุ่นกับดูแลสโมสรฟุตบอล ปัดยุ่งเลือก สว. แฉตั๋วบุรีรัมย์แต่งตั้งโยกย้าย ลั่นอำนาจไม่คงที่ ใช้กันอย่างเหิมเกริม ระวังโดนเช็กบิลย้อนหลัง
เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2-3 พิจารณามาตรา 32 หน่วยงานในองค์กรอิสระ
โดย น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายพุ่งเป้าไปที่งบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ตามข้อสังเกตของกรรมาธิการ(กมธ.) มีประเด็นข้อสังเกตว่าหน่วยงานควรทำงานเชิงรุก ตรวจสอบพฤติกรรมที่อาจส่อหรือเข้าข่ายซื้อเสียงในการเลือกตั้ง โดยไม่ควรรอให้มีการเรียกร้องจากประชาชนอย่างเดียว
ควรมีมาตรการเชิงรุกในการสอบสวน ดำเนินการแฝงตัวเข้าไปภายใต้กรอบกฎหมาย ซึ่ง กกต.ได้ตอบกลับผ่านกมธ.วิสามัญฯ ว่า กกต.มีกระบวนการต่อเนื่องในการตรวจสอบและร้องเรียน ซึ่งตนคิดว่าสิ่งที่ กกต.ตอบมา อาจจะไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่ กกต.ปฏิบัติจริง
น.ส.รักชนก ได้พิมพ์รูปพร้อมชื่อของหญิงคนหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า ถ้าได้ติดตามข่าวมีกรณีของคุณญาณี ที่ปรากฎในรายงาน กกต. โดยโอนเงิน 13 ครั้ง รวม 860,000 บาท ให้แก่นายสุรชัย ซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายสืบสวนวิจัยของ กกต. การโอนเงินนี้อยู่ระหว่างวันที่ 7-22 เม.ย.67 ซึ่งคาบเกี่ยวเลือกกันเองของ สว.
“ประชาชนเห็นเส้นเงิน ถูมือแล้วบอกว่าโดนแน่ทั้งคนให้และคนรับ แต่เลขาฯกกต. ออกมาชี้แจงว่าเงินจำนวนนี้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สส. ไม่เกี่ยวกับการเลือก สว. อีกทั้งยังมีคำสั่งให้พนักงานท่านนี้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ดิฉันตั้งคำถามว่าคนโอนเงินโดนอะไร กรณีนี้ได้สืบสวนสอบสวนไปถึงไหนแล้ว เป็นเพราะ กกต.เกรงใจใครที่ท่านญาณีเป็นผู้สนิทสนมหรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว
น.ส.รักชนก เปิดภาพ สว.ชาย พร้อมกล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ กกต.ต้องระวังคือ ผลประโยชน์ทับซ้อน มี สว.ท่านหนึ่งชื่อว่านายปราณีต เคยถูกยื่นร้องต่อกกต.ว่าสมัคร สว.โดยรู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ เนื่องจากมีประสบการณ์ทำงานด้านที่สมัครไม่ถึง 10 ปี บอกว่าเป็นนักกีฬาอาวุโส กกต.เชื่อคนง่ายเหลือเกิน ดันไปเชื่อแล้วชี้แจงว่าเจ้าหน้าที่เป็นคนเติมให้
ตนสงสัยจริงๆ ว่าทำไม กกต.ถึงเชื่อคนง่าย และเมื่อไม่นานนี้ ปรากฏว่ามีการโทรหาเลขาฯกกต. 39 วินาที ตนเป็น สส.มา 4 ปียังไม่มีเบอร์เลขาฯกกต. เลขา ป.ป.ช. หรือเลขาสภาฯ เราด้วยซ้ำ แต่ท่าน สว.บุรีรัมย์ท่านนี้โทรหาท่านแสวง 39 วินาที ซึ่งประชาชนก็สงสัยว่าท่านโทรคุยอะไรกัน ท่านปราณีตได้แจ้งเบาะแสการโกง สว.หรือไม่
สิ่งหนึ่งที่ตนคิดว่าประชาชนต้องเอามาพิจารณาในบริบทนี้ หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า สว.ท่านนี้เป็นอดีตคนขับรถของปู่ชัย ชิดชอบ ตนถึงต้องตั้งข้อสังเกตว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ กกต.ต้องทบทวนข้อสังเกตที่ตนกล่าวตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ประพฤติตัวให้ประชาชนสงสัยว่า ท่านทำตรงข้ามกับการต่อต้านการทุจริต เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอาชญากร อาชญากรรมสีน้ำเงิน
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า มีคนเอาสำนวนข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.มาวางไว้ที่หน้าห้องของตน พร้อมอ่านข้อความว่า มีผู้ที่ถูกกล่าวหาคนแรก ชื่อตัวย่อ น.ขึ้นต้นด้วย สระเอ ลงท้ายด้วย บ. ชี้แจงในสำนวนว่าข้าพเจ้าประกอบอาชีพธุรกิจหลายด้าน โดยเฉพาะการบริหารบริษัทบุรีรัมย์ยูไนเต็ดจำกัด ในฐานะประธานสโมสรและการบริหารสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต
ในฐานะประธานบริหารทั้ง 2 ธุรกิจนี้ มีภารกิจใช้เวลาดูแลอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด ดังนั้น ข้าพเจ้าต้องทุ่มเทเวลาและเต็มที่ในงานบริหารดังกล่าว เพื่อพัฒนากีฬาฟุตบอลสโมสรจังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงส่งเสริมชื่อเสียงของจังหวัดให้เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและสากล
“ดิฉันกำลังจะชี้ว่าบุคคลคนนี้อยู่ที่บุรีรัมย์ ในเอกสารที่ชี้แจง กกต.บอกว่าเขาไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย กฎหมายสั่งห้ามไม่ให้ทำ ทำไม่ได้อยู่แล้วในการเข้าไปยุ่งเลือก สว. ดิฉันอยากตั้งข้อสังเกตว่าใครที่อยากรับตำแหน่ง โดยเฉพาะในองค์กรอิสระ ถ้าอยากจะดำรงตำแหน่งที่หมายปอง ต้องตีตั๋วไปที่บุรีรัมย์ ต้องดูหน้าดูตา ดูโหงวเฮ้งกันก่อนว่าใช้ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นแบบไหนประการใด เพราะคนที่ดิฉันได้รับข้อมูลมา เขาบอกว่าเขาไม่ได้ตีตั๋วไปบุรีรัมย์ เขาเลยไม่ได้เป็น” น.ส.รักชนก ระบุ
น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนอยากให้ กกต.หรือ ป.ป.ช.ไปตรวจสอบตั๋วเครื่องบินของคนที่กำลังจะแต่งตั้งโยกย้ายแล้วมาอยู่ในตำแหน่งสูงๆ ว่าใน 1 ปีที่ผ่านมา ตีตั๋วไปที่บุรีรัมย์จริงหรือไม่ และการไปบุรีรัมย์นี้อาจเป็นเหตุผลที่ว่าที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในวันนั้น อาจจะไม่ได้ไปสวัสดีนายกฯ ก็ได้ อาจต้องไปบุรีรัมย์ด้วยอีกเหตุผลหนึ่งหรือไม่ ตนก็ไม่ทราบ เป็นการตั้งข้อสังเกตว่าคนที่จะขึ้นตำแหน่งใหญ่โต ต้องไปบุรีรัมย์หรือไม่
“ดิฉันอยากทิ้งท้ายว่าในวันนี้ยังอยู่ในอำนาจวาสนากันอยู่ มีองค์กรต่างๆ หรือมีคนที่คอยคุ้มกะลาหัว ก็เลยใช้อำนาจกันได้ ทั้งในสภา นอกสภา ทั้งองค์กรอิสระ ใช้อำนาจกันอย่างเหิมเกริม ไม่เห็นหัวประชาชน แต่ท่านต้องระวัง เพราะอำนาจเป็นของที่ไหลลื่นได้ วันหนึ่งถ้าไม่มีอำนาจคุ้มกะลาหัวขึ้นมา อาจถึงวันที่ท่านโดนเช็กบิล ทำอะไรไว้ ระวังสิ่งที่ทำเอาไว้ มันจะย้อนกลับมาในอนาคต” น.ส.รักชนก ระบุ