ทวี ซัดข่าวบิดเบือน ยันไม่ได้แทรกแซงคดีฮั้วสว. ชี้ศาลรธน.วินิจฉัยชัด ย้ำดีเอสไอกันใครเป็นพยานไม่ได้ แนะกกต.ทำหน้าที่สุจริต
วันที่ 14 ก.ย.2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติและอดีตรมว.ยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Tawee Sodsong – พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ระบุว่า “การวินิจฉัยชี้ขาดเป็นคดีพิเศษเป็นมติของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) และการกันเป็นพยานเป็นอำนาจของ กกต.
เมื่อวันที่ 12 ก.ย.69 ตามที่มีการกุข่าวพาดพิงพี่น้องเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทำนองว่า DSI และ “อดีตรมว.ยุติธรรม” ในขณะนั้น กลั่นแกล้งรับคดีฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษ และมีการข่มขู่ให้พยานให้ข้อมูลเพื่อแลกกับการถูกกันเป็นพยานไม่ดำเนินคดีนั้น
แม้ผมจะจับสังเกตว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่เชื่อ และมองออกกันหมดอยู่แล้วว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่ กกต. กำลังจะแถลงผลมติคดีฮั้ว สว. วันนี้ แต่ผมจำเป็นต้องชี้แจง เพราะข่าวยังพาดพิงถึงการทำงานของพี่น้องเจ้าหน้าที่ DSI อีกด้วย
ประเด็นแรก คือ การรับคดีฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษ ผมเรียนว่าการจะรับคดีใดเป็นคดีพิเศษไม่ได้เป็นการตัดสินใจของผม (ในฐานะรมว.ยุติธรรม) หรือเจ้าหน้าที่ DSI คนใดคนหนึ่งอย่างที่จะพยายามบิดเบือน แต่ต้องเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ทั้งคณะ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญมาก
ทั้งรองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน, ปลัดกระทรวงยุติธรรม, ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, อัยการสูงสุด, ผบ.ตร., ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นครูบาอาจารย์จากสถาบันต่าง ๆ รวม 20 กว่าท่าน
มติที่ประชุมคณะกรรมการดังกล่าวชี้ขาดว่า คดีดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการฟอกเงิน ซึ่งมีมูลน่าเชื่อว่าจำนวนกว่า 300 ล้านบาทอยู่ด้วย มีข้อโต้แย้งหรือสงสัย กคพ. มีมติชี้ขาดคดีฟอกเงินมีมูลน่าเชื่อว่าเกินกว่า 300 ล้านบาทที่เป็นคดีพิเศษในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ
นอกจากจะเป็นไปไม่ได้ที่จะกลั่นแกล้งใครในการชี้ขาดว่าเป็นคดีพิเศษตามกฎหมายแล้ว การปล่อยข่าวว่ามีการกลั่นแกล้งกันรับเป็นคดีพิเศษยังเป็นการชี้หน้าดูถูกทุกคนที่อยู่ในคณะกรรมการคดีพิเศษด้วย
ประเด็นที่สอง คือ การบิดเบือนข้อเท็จจริงทำนองว่าเจ้าหน้าที่ DSI ไปข่มขู่บังคับให้พยานให้ข้อมูลโจมตีบุคคลอื่น เพื่อแลกกับการที่ตัวพยานคนนั้นถูกกันเป็นพยานต่อไป ไม่ถูกดำเนินคดี ส่วนวันนี้จะขอกลับคำให้การ ฯลฯ
แม้ตัวผมจะไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการสอบสวนของ DSI แต่ผมขอเรียนข้อเท็จจริงสำคัญว่า การกันพยานเป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 65 และระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2563
พูดง่าย ๆ คือ การกันบุคคลไว้เป็นพยานเป็นอำนาจและการตัดสินใจของ กกต. ล้วน ๆ เลยครับ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 (ซึ่งเจ้าหน้าที่ DSI อยู่ในนี้) มีอำนาจเพียงเสนอความเห็นพร้อมเหตุผล มิใช่ผู้มีอำนาจกันพยานอย่างที่พยายามจะบิดเบือนครับ
นอกจากนี้ หากทุกคนยังจำกันได้ เมื่อเดือน ม.ค. 69 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่า ผม (พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง) รมว.ยุติธรรมในขณะนั้น ไม่ได้สั่งการ ครอบงำ หรือแทรกแซงการทำหน้าที่ของ กกต. หรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 และไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผมยังอยู่ต่อไป ไม่สิ้นสุดลง
คำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลเด็ดขาดและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ จึงไม่ควรมีคนไหนมาใส่ร้ายผมในประเด็นที่ศาลตัดสินไปแล้วอีกครับ
ประเด็นสำคัญ กกต. เป็นองค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญและปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ รัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. กำหนดว่า หาก กกต. “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…” ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
ก็มิได้หมายความว่า กกต. วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดแล้ว เพราะศาลเองก็ยังต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจงและนำเสนอพยานหลักฐานก่อนวินิจฉัยชี้ขาดตามกฎหมาย มิใช่ กกต. ไปช่วยศาลฎีกาหรือใครพิสูจน์แทนศาล”