สส.ปชน. ขยี้กกต.ไม่ฟ้อง ตัดตอนกก.บห.พรรค แฉข้อมูล สว.เลยเครือข่าย ภูมิใจไทยนั่งไม่ติดลุก ประท้วงฉ่ำ ‘พลพีร์’ ปรี๊ดแตก ไล่เก่งนักไปสมัครเป็น กกต. ลั่นพวกท่านก็รอขึ้นศาลเหมือนพวกผม ถ้าเกิดผิดหมดก็นั่งในคุกเป็นเพื่อนกัน ซัดมาว่าเป็นลูกเทพ ลูกธรรมดาไม่ผิดอะไรสักอย่าง

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และพ.ศ.2568 หลังจากนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. รายงานเสร็จสิ้นได้เปิดให้สส.อภิปราย

นายชยพล สะท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ในการอภิปรายรายงาน กกต. ปี 67-68 เป็นปีที่มีผลดำเนินงานที่น่ากังขาที่สุด กกต. ที่ควรเป็นผู้ที่ดูแลประตูบ้านหลักการมีส่วนร่วมของของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย แต่กลายเป็นว่า กกต. เป็นตัวบั่นทอน กัดกร่อน บ่อนทำลายประชาธิปไตย ทำตัวเป็นเครื่องฟอกขาว เป็นกำแพงป้องกันและอาจเป็นถึงผู้สมรู้ร่วมคิดในขบวนการฮั้ว สว. ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเครือข่ายระบอบสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย

แม้จะมีการส่งฟ้องกลุ่มบุคคลที่มีรายชื่อต้องสงสัย มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีส่วนร่วมกับขบวนการฮั้ว สว. 77 คน จาก 229 คน แต่หากดูในรายละเอียดจะพบว่า 77 คน อาจจะเป็นการตัดตอน คุณสมบัติคนกลุ่มนี้ มีเส้นเงินชัดเจน จนไม่สามารถปฏิเสธได้ ซึ่งไม่ใช่แก๊งลูกเทพ รัฐมนตรี และไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

กลุ่มที่โดนจะเป็นกลุ่มที่พยายามใช้เครือข่ายตัวเอง แล้วมาขอรับการสนับสนุนขอร่วมขบวนการฮั้ว สว. ขอทรัพยากรเงิน ขอโค้ดสอนทำโพย และสถานที่จากเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย ซึ่งส่งผลให้มติของ กกต. พิจารณาส่งฟ้องศาลฎีกา เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ซึ่งเป็นการตีความแบบแคบ สังเวยน้ำเงินใหม่จางๆ เพื่อปกป้องบุคคลที่สำคัญของพรรคภูมิใจไทย

นายชยพล กล่าวต่อว่า ตนขอตั้งคำถามว่าการตีความของ กกต. หากเป็นคนกลุ่มนอกที่มาขอติดรถระหว่างทาง ซึ่งมีการแจกจ่ายเส้นเงินที่เห็นชัด และมีพยานให้ปากคำหลายคน ซึ่งเคสเหล่านี้เกินกว่าคำว่า มีเหตุอันเชื่อได้ว่า แต่กลายเป็นเข้าข่ายไม่สามารถปฏิเสธมากกว่า

แต่สิ่งที่จะหลุดลอยไปคือ กลุ่มเครือข่ายอิทธิพลบ้านใหญ่ที่มีความใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจ ของพรรคภูมิใจไทย หรือที่มีผลประโยชน์ระดับท้องถิ่นมาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เส้นเงินไม่ชัดเท่ากลุ่ม 77 คน

หากพิจารณาตามระเบียบกกต. ที่ควรเป็นเหตุอันเชื่อได้ว่ามีขบวนการฮั้วสว.เกิดขึ้นจริง และเครือข่ายหลักของพรรคภูมิใจไทยอีก 152 คนที่เหลือควรถูกส่งฟ้องไปที่ศาลฎีกา ไม่ต่างจาก 77 คนที่ กกต. มีมติส่งฟ้อง

นายชยพล กล่าวด้วยว่า ตนจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นภาพของเครือข่ายหัวใจคนใกล้ชิดและลูกเทพของพรรคภูมิใจไทยที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีส่วนร่วมขบวนการแผ่ขยายระบอบสีน้ำเงินผ่านการฮั้วสว.

หากได้ติดตามข่าวเปิดโปงเครือข่ายฮั้ว สว. จะได้ยินชื่อน.ส.รัตนา บ่อถ้ำ หรือน้อย ถูกตรวจสอบบันทึกการโทรศัพท์ระหว่างที่มีการเลือกสว. กับผู้สมัครสว.19 คน ช่วงมิ.ย.-ก.ย.2567 ประมาณ 80 วัน จำนวน 62 สาย ซึ่งเขาเป็นใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วสว. และเป็นอะไรกับพรรคภูมิใจไทย

นายชยพล กล่าวอีกว่า จากการให้ปากคำของนายเอกราช ช่างเหลา ได้ให้ปากคำถึงขบวนการฮั้ว สว. ว่ามีการไปรับเงินที่ชั้น 4 ห้องประชุมพรรคภูมิใจไทย จากน.ส.รัตนู่ ซึ่งเป็นคนคอยเช็กตรวจสอบให้ทุกคนลงลายมือชื่อ ก่อนจะรับเงิน ซึ่งน.ส.รัตนู่ ต้องเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจถึงรับมอบหมายให้มอบเงินกับคนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ

สำหรับ 19 คนที่มีการติดต่อกับน.ส.รัตนู่ มี 6 คนที่มีมติ กกต. ส่งฟ้องศาลฎีกา และมี 13 คนที่ไม่ถูกฟ้อง โดยน.ส.รัตนู่ มีตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวนายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

นายชยพล ได้เปิดสไลด์ ซึ่งปรากฏภาพนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และกล่าวว่า ดังนั้น ต้องมีคนที่ออกมารับหน้า เสนอหน้าออกมาปกป้องบรรดาลูกเทพ ซึ่งคนที่ออกมาบ่อยครั้งคือนายศุภชัย ซึ่งเป็นฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย

ตนอยากตั้งคำถามถึงการวินิจฉัยของกกต. ซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสส. ได้รับหน้าที่แทนในการประสานเครือข่ายผู้สมัคร สว. หรือบุคคลนี้เป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคกันแน่ ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับเครือข่ายผู้สมัครสว.

ช่วงหนึ่ง นายชยพล มีการเปิดภาพหลักฐาน ซึ่งเป็นภาพโต๊ะทำงานของน.ส.รัตนู่ เซ็นเอกสารธุรการที่เยอะจนน่าแปลกใจ ใบปลิว เสื้อของพรรคหลายรูปแบบ ซึ่งพื้นที่นี้ไม่ใช่ออฟฟิศ สส.คนไหน โดยมีถุงยาของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ของสำนักงานใหญ่พรรคนี้

นอกจากนี้ ยังเปิดภาพที่ทำการพรรคภูมิใจไทยชั้น 4 ที่ถ่ายทำโดยยูทูบเบอร์รายหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พาพิธีกรพายูทูบเบอร์รายดังกล่าวเดินทัวร์ ซึ่งมีการแพลนภาพไปเห็นโต๊ะทำงาน ของน.ส.รัตนู่ และหากดูผังแต่ละชั้นของพรรคภูมิใจไทย จะเห็นว่าการทำงานของน.ส.รัตนู่ อยู่ที่ชั้น 4 ตรงตามคำให้การของนายเอกราช

สำนักงานนี้คนที่ไม่มีกิจเข้าไม่ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากการจะเข้าพื้นที่สำนักงาน ต้องมีการสแกนใบหน้ายืนยันว่าเป็นบุคลากรของพรรค ทั้งนี้ หากข้อมูลโต๊ะทำงานยังไม่ชัดเจนพอ น.ส.รัตนู่ ยังโพสต์ภาพที่สนามแข่งรถ ในปี 2563 ทำงานซึ่งมีเนื้อหาว่าทำงานอยู่พรรคการเมืองหนึ่งมากว่า 20 ปี มีการรับใช้บ้าน ชช ตั้งแต่ปี 2543 และป้ายห้อยคอยังมีการเขียนชื่อรวมถึงระบุตำแหน่งว่าเป็นเจ้าหน้าที่พรรค

“ชัดเจนพอหรือไม่ว่าบุคคลดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ช่วยสส. แต่เป็นพนักงานส่วนกลาง ซึ่งตนขอสรุปแล้วว่า น.ส.รัตนู่ ไม่ใช่ผู้ช่วยสส. อย่างที่หลายคนพยายามจะพูด แต่เขาเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง และต้องมีความสำคัญอย่างมากกับกระบวนการฮั้ว สว. จึงได้ออกมาปกป้องกันขนาดนี้” นายชยพล กล่าว

นายชยพล กล่าวต่อว่า การฮั้วกันในพื้นที่ จ.เลย ซึ่งมีข้อสงสัยว่าเหตุใดกกต. จึงไม่ฉุกคิดว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นที่ จ.เลย ซึ่งก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลว่าคนในจังหวัดดังกล่าว ผู้สมัครสว. โดยมีผู้สมัครยอมพลีชีพรอบระดับจังหวัดมากถึง 20 คน รอบระดับประเทศ 27 คน เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ

สว.ตัวจริง 5 คน มีถึง 4 คนที่ระบุไว้เองในใบ สว. 3 อุตสาหกรรมทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมโรงโม่หิน หรืออื่นๆ ที่ใกล้เคียง และ สว.ทั้ง 5 คน ซึ่งบ้านใหญ่ของโรงงานโม่หินนี้คือตระกูล “ทิมสุวรรณ” ซึ่งเป็นครอบครัวของสส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นทั้งวิปรัฐบาลและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย นั่นคือนายธนยศ ทิมสุวรรณ

นายชยพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีคนนามสกุล “พลซา” ที่เกี่ยวข้องกับฮั้ว สว. จากการตรวจสอบพบว่า มี สว.ลำดับที่ 45 ที่มีความเกี่ยวข้องเป็นญาติกับโรงงานดังสองแห่ง และยังมีสว.ตัวจริงอีกคน ที่มีการระบุชัดเจนว่าเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชน

แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนชื่อบริษัท ซึ่งมีคนถือหุ้นเป็นกรรมการ และบริษัทดังกล่าวยังเป็นคนในตระกูลเดียวกันนี้ ดังนั้นสว. คนดังกล่าวนี้จึงเป็นลูกจ้างของคนในตระกูลบ้านใหญ่ในจังหวัดเลย

นายชยพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สว. อีกหนึ่งคนที่ระบุว่าเป็นผู้จัดการบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งพบว่ามีพ่อของ สส.พรรคภูมิใจไทยเป็นเจ้าของ และ สว.คนสุดท้าย ระบุเป็นพนักงานเอกชน พร้อมเขียนว่ามีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากการทำงาน

ฉะนั้น ตนจึงขอตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการคัดกรองผู้สมัครสว.ของกกต. ว่ามีคุณภาพ การเขียนบรรทัดเดียวว่าเก๋า ว่าเจ๋ง แล้วเป็นสว.ได้ หรือกกต. จงใจสมรู้ร่วมคิดปล่อยให้คนแบบนี้หลุดลอดเข้ามา และแม้จะไม่ได้ระบุชื่อบริษัทเอกชนที่ทำงานให้ แต่กลับพบข้อมูลที่มีความเชื่อมโยงกับครอบครัวตระกูลใหญ่ใน จ.เลย ของพรรคภูมิใจไทย

นายชยพล กล่าวอีกว่า ดังนั้น หากดูประวัติปฏิเสธได้ยากว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลบ้านใหญ่ ขณะที่สว.คนสุดท้าย เคยเป็นข้าราชการท้องถิ่นในจังหวัดเลย ก่อนจะมาเป็นสว. ซึ่งตำแหน่งสุดท้ายผอ.การคลังของอบจ. ซึ่งพบว่าเป็นลูกน้องเก่าของสส.คนดังกล่าว

ดังนั้น สรุปว่า สว.ตัวจริง 5 คน มีความเชื่อมโยงกับบ้านใหญ่ทั้งหมด และขอถามไปยัง กกต. ว่าเมื่อเห็นหลักฐานชัดยังปล่อยสว. จาก จ.เลยเข้ามาได้ถึง 5 คน ทั้งนี้ ตนไม่แน่ใจว่า กกต. สืบสวนสอบสวนได้ดีมากขนาดไหน จึงตัดสินใจไม่สั่งฟ้องใครในจังหวัดเลย

นายชยพล กล่าวด้วยว่า หากสืบค้นข้อมูลจะพบว่ามีความเชื่อมโยงกัน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่พฤติกรรมที่เป็นปัจเจกบุคคล หรือคนทั่วไปที่มาสนับสนุนกันชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นความพยายามของพรรคที่จะใช้เครือข่ายตามจังหวัด ตามบ้านใหญ่ เพื่อจัดตั้งรวบรวมคน สร้างผลประโยชน์จูงใจให้ได้มาซึ่งขบวนการฮั้วสว. เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรค

พยายามกินรวบ และสร้างกลไกป้องกันการตรวจสอบ และแทรกแซงองค์กรอิสระ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นเกราะกำบังไม่ให้มีการตรวจสอบ รวมถึงใช้เป็นอาวุธนิติสงครามกับศัตรูทางการเมือง

“เมื่อเห็นข้อมูลเหล่านี้จะเชื่อใจการทำงานของ กกต. ได้อีกหรือไม่ และไว้ใจคำพูดและการกระทำของคนในพรรคได้อีกหรือไม่ ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นนั่งร้านให้กับระบอบสีน้ำเงิน หรือวันนี้ควรถึงแก่เวลาที่จะให้คนกลุ่มนี้สูญพันธุ์ โทษฐานที่ยังนั่งเงียบในวันที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตที่สั่นสะเทือนถึงระบบการปกครองที่ชัดเจน

ซึ่ง กกต.ทำตัวแบบนี้ จึงต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้ทำประชามติให้เร็วที่สุด เพื่อปฏิรูปองค์กรอิสระและหยุดยั้งระบอบสีน้ำเงิน เพื่อให้ไม่มีที่อยู่” นายชยพล กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการอภิปรายของนายชยพล มี สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงจำนวนมาก อาทิ นายสยาม เพ็งทอง สส.บึงกาฬ กล่าวว่า เราฟังอยู่ว่ามีการกล่าวถึงบุคคลอื่นในการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหลายคนกล่าวถึงพรรคภูมิใจไทย บางทีเป็นการตั้งคำถาม แต่วิธีการเล่าเรื่องทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิด พวกเราในนามพรรคภูมิใจไทยเสียหาย หากประธานไม่ควบคุมก็จะยิ่งบานปลายไปเรื่อย

นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร กล่าวว่า เพื่อนสมาชิกอภิปรายเอารูปของบุคคลอื่นขึ้นมา ซึ่งเขาไม่ได้เป็นผู้ต้องหา ขนาดผู้ต้องหายังเบลอหน้า การถ่ายทอดสดประชาชนดูทั้งหมด ประธานยอมปล่อยให้มีการอภิปราย จึงขอถามว่าเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ แล้วจะรับผิดชอบอย่างไรถ้าเขามาฟ้อง เป็นแค่การอ้างอิงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ กกต. ทำหน้าที่อยู่ในกระบวนการของศาลว่าจะรับหรือไม่รับ เรื่องนี้เราไปพิจารณาต่อเนื่องเพื่อตัดสินแทนศาลหรือไม่ หากอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนไม่ว่า

“สิ่งหนึ่งที่ผมนั่งฟังอยู่โดยเฉพาะบ้านผม บ้านที่ผมอาศัยอยู่ปัจจุบันคือบ้านภูมิใจไทย ท่านเอาไปเอ่ยชื่อกันตลอด บ้านผมเสียหายตรงไหน ไปทำผิดอะไร” นายวิชัย กล่าว

น.ส.มัลลิกา จิระพันธ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม จึงกล่าวว่า ประธานไม่อยากเข้มงวดเกินไป แต่การเอ่ยชื่อพรรคภูมิใจไทย ก็ต้องให้พรรคเป็นผู้ประท้วง เมื่อเขาประท้วงแล้ว ขอให้อย่าเอ่ยถึงอีก เราต้องพูดถึงประเด็นการทำงานของ กกต.

จากนั้นนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า การพาดพิงทำให้ตนเสียหาย ต้องชี้แจงที่พาดพิงว่าตนออกมาปกป้องเอาใจนาย สิ่งที่เขาไม่เคยเข้าใจคือตน ท่านประธาน หรือพวกเราเอง ไม่มีนายในพรรคภูมิใจไทย

ตนเป็นกรรมการบริหารพรรคมา 16 ปี จึงมีหน้าที่ปกป้องบ้านของตนในสิ่งที่มีคนมาใส่ร้ายป้ายสี เพราะฉะนั้น ขอให้ถอนคำพูดที่มีการพยายามโยงเรื่องราวเหมือนหนังน้ำเน่า ผู้มีเกียรติจาก กกต. นั่งอยู่ตรงนั้น แต่ท่านอภิปรายอยู่ตรงนี้ เอาสำนวนการสอบสวนผลวินิจฉัยคดีมาพูด โยงถึงภูมิใจไทย นี่คือการสร้างธรรมเนียมใหม่ อะไรก็ได้ขอให้ซัดฝ่ายตรงข้าม เดี๋ยวเตรียมตัวแล้วกัน ตนจะซัดคืนตอนอภิปราย

จากนั้น นายชยพล อภิปรายต่อพร้อมเอารูปนายศุภชัยขึ้นสไลด์ จึงทำให้นายศุภชัยประท้วงอีกครั้งหนึ่ง โดยกล่าวว่า ศุภชัยจะพูดอย่างไร ก็ไม่ต้องเอามาขึ้น มันไม่เกี่ยวกับประเด็น ต่อให้เป็นเรื่องคดีเขาก็ตัดสินกันไปแล้ว

ทำให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ลุกขึ้นกล่าวว่า เนื้อหาสาระที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในวันนี้ อาจวินิจฉัยว่าเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย แต่ย้ำว่าเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.แน่นอน เพราะบุคคลเหล่านี้อยู่ในรายชื่อสำนวนของ กกต.

ขณะที่ นายศุภชัย กล่าวย้ำว่า เป็นการอภิปรายนอกเหนือวาระรายงาน กกต.

น.ส.มัลลิกา จึงวินิจฉัยว่า อย่าพยายามรวมหลายเรื่องให้เป็นเรื่องเดียวกัน ควรอภิปรายการทำงานของ กกต. เข้าใจว่าพยายามจะโยงคดีฮั้ว สว.

นายชยพล ได้อภิปรายความสัมพันธ์ของน.ส.รัตนา ที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยต่อ ทำให้ นายสยาม ลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งหนึ่งยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการทำงานของ กกต. ซึ่งมีการประท้วงหลายครั้ง โดยนายพริษฐ์ ได้ลุกขึ้นมาชี้แจงต่อผู้ประท้วงทุกครั้ง และยืนยันว่านี่เป็นการอภิปรายเกี่ยวกับการทำงาน กกต.

ทำให้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นตอบโต้อย่างดุเดือด ว่า หน้าที่การตัดสินคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่คนที่นั่งอยู่บนนั้น กระบวนการมันจบไปแล้ว

“ที่ท่านไปเดิน เย้ว เย้ว เย้ว ไม่พอหรอกครับ ข้อมูลเดียวกันหมดแล้วครับ ท่านไปเอารูปถ่ายในพรรคผม เจ้าหน้าที่ในพรรคผม มันจงใจอยู่แล้วว่าจะผลักความไม่ดีความผิดปกติมาที่พรรคผม ก็ไม่ว่ากัน เขาเรียกผมว่าลูกเทพ ทำอะไร ผมก็ผิดหมด มารับตำแหน่งยังผิด พวกท่านลูกธรรมดาทำอะไรไม่ผิดสักอย่าง

อะไรที่ทำให้พวกท่านพูดแล้วถูกทุกเรื่องหรือ ความรู้ความสามารถถ้าท่านมีเยอะ ท่านเป็นบัญชีรายชื่อออกไปสมัคร กกต. ไปตัดสิน ผมถามจริงวันนี้ท่านพูดท่านถาม การบริหารในองค์กรเป็นอย่างไร เรื่องอะไรค้างเท่าไหร่ การใช้งบประมาณ กกต. เป็นอย่างไร พรรคไหนได้เงินบริจาคเยอะสุด เอาเงินไปทำอะไร แต่วันนี้ท่านโยงเรื่องอื่นมันมีประโยชน์อะไร

พวกผมอยากขึ้นประท้วงหรือ เพื่อนสมาชิกผมคนไหนผิด กกต. มีเวลาส่งศาล ก็ไปศาลกัน ก็เหมือนท่านแหละ พวกท่านก็รอขึ้นศาลเหมือนพวกผมแหละ ถ้าผิดกันหมดก็ไม่มีใครเหงา ผมก็ไปนั่งเป็นเพื่อนท่านเหมือนกันในคุก แต่วันนี้ผมถามว่ามาพูดเพื่ออะไรไม่มีประโยชน์ วันนี้มาพูดขอพยานหลักฐานและข้อมูลเพิ่มเติม เขาก็ตอบไม่ได้ แล้วท่านจะดันไปตรงไหน” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า อยากประชุมก็ให้ประชุม แต่ท่านก็เอารูปมาเบลอ มันก็รู้อยู่แล้วว่าใครเอาป้ายพรรคตนขึ้น ตนก็ต้องรักษาบ้านตัวเองเหมือนกันด้วยความเคารพ อยู่ในประเด็นวันนี้ดีกว่า ให้ กกต. ได้รายงานว่าทำอะไร มีคำถามก็ถามไป ท่านไม่พอใจก็ลงไปแถลงข่าวข้างล่างอีกก็ได้ เป็นสิ่งที่ท่านทำเป็นปกติอยู่แล้ว

ฉะนั้นมันไม่มีสาระกับรายงานฉบับนี้เลย สิ่งที่ทำอยู่ไม่ว่าหลักฐานที่มี ไม่ได้ทำให้ท่านชนะเลือกตั้ง แต่พวกตนชนะ ท่านต้องจำเรื่องนี้ไว้ เรื่องนี้ท่านทำมากี่ปีแล้ว

จากนั้น นายพริษฐ์ ลุกขึ้นใช้สิทธิ์พาดพิงว่า มีหลายประเด็นที่นอกประเด็น ท่านบอกว่าไม่ได้อยากประท้วงกันแต่เห็นว่าขึ้นมา 10 คนแล้ว อยากเห็นวันที่ท่านอยากประท้วงว่าจะขนาดไหน ท่านบอกว่าถ้าพวกตนขึ้นศาลก็จะขึ้นศาลด้วย อันนี้แหละคือปัญหา

วันก่อนท่านพาดพิงเพื่อน สส.ของตนในเรื่องที่ถูกส่งไปที่ศาลแล้ว เรื่องนั้นก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ แต่สิ่งที่เรากังวลใจและอภิปรายคือ เรื่องของพวกท่านต่างหากที่ไปไม่ถึงศาล แล้วมันเกิดขึ้นแล้วผ่านมติ กกต.

พร้อมย้ำว่าต้นเหตุของเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมาในปี 2567 ถ้าท่านกล้าบอกว่าคดีเกี่ยวข้องแค่ปี 2569 แสดงว่า กกต. ที่มีมติออกมาไม่ได้สนใจถึงข้อเท็จจริงที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 รวบรวมมาเมื่อปี 67-68 ท่านกล้าพูดแบบนั้นหรือไม่ ส่วนที่พูดว่าพวกเราไม่ได้ถามอะไรที่ กกต.จะตอบได้ ตนก็ไม่รู้จะไปคิดแทน กกต.ทำไม

ขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ถ้ามีการอภิปรายแล้วพาดพิงบุคคลอื่น รวมถึงพรรคภูมิใจไทย ก็จะมีการประท้วงแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ จึงอยากให้ประธานในที่ประชุมใช้อำนาจสั่งให้หยุดอภิปรายหากมีการพาดพิงอีก

จากนั้นนายชยพลจึงได้อภิปรายต่อจนจบ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน