‘อภิสิทธิ์’ ชำแหละรายงาน‘กกต.’ ท้าถามประชาชน เชื่อเลือกตั้ง สส.-สว.สุจริตหรือไม่ กังขาปมกลับคำให้การของพยาน-ตัดตอนเส้นเงิน เตือนมติเสียงข้างมากเสี่ยงล้มล้างการปกครอง

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 16 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ. 2568

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การอภิปรายวันนี้มีการพูดถึงช้างบ่อย เพราะต้องการเน้นย้ำว่าบางครั้ง เรามาพิจารณาในบางเรื่องและรายละเอียดเรื่องต่างๆ โดยลืมภาพใหญ่ไป ซึ่งในรายงานของ กกต. มีตัวประเมินการชี้วัดในรูปแบบต่างๆ แต่สำหรับตนเรื่องที่ใหญ่ที่สุดคือ กกต. ถูกออกแบบมาตั้งแต่ปี 2540 ให้เป็นองค์กรอิสระที่มาใช้ทั้งอำนาจนิติบัญญัติคือการออกระเบียบต่างๆ อำนาจบริหารคือการจัดการการเลือกตั้ง และอำนาจตุลาการหรือกึ่งตุลาการ คือ การพิจารณาลงโทษบุคคลที่ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ในบางช่วง

เช่น การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ก็จะถือว่า กกต.เด็ดขาด แต่หลังจากนั้นเป็นเรื่องที่สามารถส่งให้ศาลพิจารณาได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ องค์กรนี้ต้องเป็นอิสระ ไม่ใช่นั้นจะไม่มีหลักประกันในเรื่องของความเที่ยงธรรม ผดุงรักษาระบอบประชาธิปไตย ไม่ให้ถูกคุกคามจากการบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน ในการส่งตัวแทนเข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนจะพูดต่อไป ไม่อยากให้บางท่านที่อยู่บนบัลลังก์นี้ หรือเจ้าหน้าที่กกต. มองว่าตนหรือพวกเราวิจารณ์ตัวท่าน เพราะทุกองค์กรมีทั้งคนดีและไม่ดี มีคนที่พยายามปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่มีหลายคนที่ปฏิบัติหน้าที่แล้วทำให้องค์กรเสียหาย ซึ่งในภาพใหญ่ ตนขอถามง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้ตัวชี้วัดที่อยู่ในรายงาน ตนท้าให้ประธาน ไปถามประชาชนที่ไหนก็ได้ ว่าวันนี้มีใครเชื่อบ้าง ว่าการเลือก สว.ปี 2567 และการเลือกตั้งสส. ซึ่ง กกต.ต้องเตรียมการตั้งแต่ปี 2568 ตามรายงานนี้สุจริตเที่ยงธรรม

“ผมท้าเพราะไม่เชื่อว่ามีคนไหนพูดเช่นนั้น และวันนี้ที่น่าสะท้อนใจที่สุดคือ เวลาเราไปเจอผู้คนที่อยากมาเป็นนักการเมือง หลายคนบอกว่ามาไม่ไหว เพราะไม่สามารถทำในสิ่งผิดกฎหมาย แข่งขันกับคนอื่นได้ และมีเพื่อนสมาชิก เวลาเราคุยกันส่วนตัว บ่นอยู่ตลอดเวลาว่าการเลือกตั้งกลายเป็นเรื่องการประมูล การทำผิดกฎหมาย แข่งขันกันแล้ว แต่ไม่สามารถมีใครทำได้”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ต้องเน้นเป็นพิเศษ เมื่อรายงานเป็นปี 2567 และ 2568 ก็คือเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของกกต.เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ตนจะย้อนกลับไปในช่วงปี 2567 และ 2568 กกต.ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้วหรือยัง ที่ทำให้การเลือก สว. สุจริตและเที่ยงธรรมในการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตหรือฮั้ว จริงๆ เลขาธิการกกต. ตั้งต้นดีมากในช่วงปี 2567 โดยพูดว่าศาลฎีกาเคยตัดสินคดีมาแล้วทั้ง 2 คดี ตั้งแต่ปี 2562 ตอนเลือกตามบทเฉพาะกาลว่า ลำพังการคะแนนเสียงกันก็เป็นความผิดแล้ว โดยศาลอธิบายหลักของการเลือก สว.ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญชัดว่าเป็นเรื่องของคนที่มีคุณวุฒิ วัตถุประสงค์จะมาเป็น สว. มาสมัครแล้ว เขาก็ให้มีโอกาสเลือก 2 หมายเลข สันนิษฐานว่า 1 หมายเลขก็ต้องเรียกตัวเอง ส่วนอีกหมายเลขหนึ่งก็พิจารณาจากประวัติของบุคคลอื่นที่มาสมัคร

“ที่ศาลตัดสินว่าเพียงแรกคะแนนก็ผิดกันแล้ว ศาลใช้คำว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครผู้อื่น ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการเลือกตามรัฐธรรมนูญ แต่ทำไปทำมา ในการจัดการเลือก สว. ครั้งนี้ ไม่ได้พยายามออกแบบมาป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา สิ่งที่เรียกว่าเป็นการฮั้วหรือการทำผิดกฎหมายอีก ซึ่งในบทเฉพาะกาลอุตสาต์เขียนว่าที่ไหนมีคะแนนเลือกแล้วได้ 0 แล้วมีคนได้ 0 คะแนนเยอะ กฎหมายให้สันนิษฐานเด็ดขาดว่าเกิดการสมยอมขึ้น เพราะเห็นว่าคุณไม่ได้ตั้งใจมาสมัคร แต่มาสมัครเพื่อคนอื่น หรือถูกกะเกณฑ์มาเพื่อเลือกคนอื่น แต่พอเลือก สว.ปี 2567 กกต. ไม่เอาหลักนี้มาใช้ ซึ่งผมเคยสนทนากับเจ้าหน้าที่กกต. บอกว่าจริงๆระบบนี้ เลือกที่ไหน หากมีแม้แต่คนได้ 0 คนเดียว ก็ให้ตัด แล้วเลือกใหม่อีกรอบ แต่กกต.ไม่ทำ ยังไม่พอ ระเบียบที่จะเข้ามากำกับว่าใครมีคุณสมบัติอยู่กลุ่มไหนตามกฎหมาย จะมีหลักเกณฑ์อย่างไรก็ไม่รัดกุม”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สุดท้ายก็เกิดปัญหาขึ้น ทำให้มีการสมัครผิดกลุ่ม คุณสมบัติจริงหรือไม่ที่บอกว่าเป็นสายสาธารณสุขหรือสายสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นการเอื้อให้เกิดขบวนการเกณฑ์คนมาแล้วทำขบวนการที่เป็นการฮั้วได้อย่างเป็นระบบทั้งประเทศ แม้วันที่เลือกระดับประเทศ ซึ่งแต่ละรอบจะต้องมีการเลือกทั้งตอนเช้าและตอนบ่าย เพราะต้องเลือกในกลุ่มก่อน ถึงจะไปเลือกไขว้ คำถามก็คือพอช่วงบ่ายบางคนตกรอบไปแล้ว ทำไมไม่มีการเปลี่ยนหมายเลขผู้สมัคร แปลว่าผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้วก็ยังมีหมายเลขอยู่ ทุกคนได้หมายเลขเดิม อย่างนี้ช่วยให้ฮั้วตามโพยได้หรือไม่ เพราะถ้าเปลี่ยนหมายเลข ก็ต้องไปทำโพยกันใหม่ทั้งตอนเช้าและบ่าย แต่ กกต.ก็ไม่ได้ทำ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนติดใจ กกต.3 เรื่อง คือ 1.เรื่องที่มาจากปาก กกต.เสียงข้างน้อย ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ (15 ก.ย.) ว่ามีความพยายามที่จะร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดในระดับอำเภอ จังหวัด ถูกตัดตอนเกือบหมด คือมีขบวนการฮั้วไม่พอ ยังมีเครือข่ายครอบงำในระดับจังหวัดและอำเภอ ในที่สุดเป็นเหตุผลว่าทำไมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และถ้ามีการวิพากษ์วิจารณ์ดีเอสไอ ก็ขอให้มีการเคารพศาลรัฐธรรมนูญด้วยที่วินิจฉัยไปแล้วว่ากระบวนการต่างๆที่ดำเนินการในช่วงนั้นเป็นกระบวนการที่ชอบ ขอให้ กกต. ตอบด้วยว่าได้ทำอะไรกับเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอและจังหวัด

2.เพราะเส้นเงินถึงคนรอบตัว ตัวใหญ่ๆ แต่พอ จะมีการไปเอาเส้นเงินมาจับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปถึงผู้ที่มีระดับสูงกว่านั้น กกต. กลับมีมติ 4:3 ไม่รับมาเข้ามา เหตุผลคืออะไร เพราะเราอยู่ระบบไต่สวนของ กกต. อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับคดีทำไมไม่รับเข้ามา ยิ่งไปกว่านั้นสำนวนของดีเอสไอส่งให้ กกต. ก็ไม่รับ ตอบได้หรือไม่ว่าเป็นการใช้อำนาจที่นำไปสู่การสุจริตเที่ยงธรรม เพราะทุกอย่างถูกปฏิเสธหมด และ 3. ประเด็นที่จะจัดพิจารณาถึงคนที่มีอำนาจมากๆ ถูกตีวงให้แคบลง ซึ่งพยานจะมีไม่กี่ปากที่สามารถเข้าไปใกล้ชิดได้ ซึ่งต้องพิจารณาว่าใครอยู่ร่วมขบวนการบ้างเป็นรายบุคคล

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนการกลับคำให้การของพยาน จึงทำให้ไม่มีอะไรน่าเชื่อถือ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าพิจารณาในกระบวนการจะดูแยกส่วนไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นแล้วไม่เกี่ยวข้องกัน ดีที่กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ไปรับผิดชอบสอบเหตุการณ์ที่ภาคใต้ ที่เกิดขึ้น 70 จุดพร้อมกัน ท่านก็คงบอกว่าไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกัน แต่ทำไมเราเชื่อว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่พฤติกรรมการเลือกสว. เกิดขึ้นทั้งปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครนายก เชื่อมโยงกันหมด แต่ต้องมาแยกบอกว่าต่างคนต่างทำไม่เกี่ยวข้องกัน เป็นไปได้อย่างไร ซึ่งตนข้องใจที่พยานกลับคำให้การ ซึ่งพยานคนนี้เดิมเป็นผู้ต้องหา ถูกกันเป็นพยานเพราะให้การเป็นประโยชน์ คำถามคือมากลับคำให้การ แล้วทำไมยังถูกกันเป็นพยานต่อ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในเมื่อสิ่งที่บอกว่าข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่กลับมาบอกว่าเป็นเท็จ เขาต้องกลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหา ต้องถูกดำเนินคดี จะได้รู้ว่ารอบไหนกันแน่ที่ถูกข่มขู่ และการให้การในรอบแรกถ้าเป็นเท็จจริง ตนได้อ่านมาตรา 78 ที่ระบุว่าผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง และถ้าการกระทำนั้นมาให้การกลับกกต. ก็มีโทษสูงขึ้นไปอีก คำถามคือทำไมเลขาธิการกกต. กับกกต.วินิจฉัยว่าผู้นี้ไม่ผิดมาตรา 78 ก็ยังกันเป็นพยานต่อไป ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านต้องเชื่อคำให้การแรกเท่านั้น ท่านจะเอาทั้งสองอย่างไม่ได้ไม่เช่นนั้นจะมีคนตั้งข้อสังเกตว่ามีพิรุธว่ามาให้การอย่างนี้ แล้วจะช่วยกัน มากลับคำให้การก็จะช่วยกันโดยที่ไม่มีความผิด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้งหลายทั้งปวงคือสิ่งที่ตนบอกว่ามันกำลังทำให้เกิดความยุ่งยาก เพราะท่านทำเรื่องนี้ล่าช้า 2 ปี กลายเป็นว่า กกต.ที่วินิจฉัยคดีนี้ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเสียงข้างมาก ถ้าเป็นหน่วยงานอื่นที่ปฏิบัติการปกครองพิจารณาไม่ได้เลย แต่บังเอิญกฎหมายกกต.บังคับว่าต้องเข้าประชุม ต้องลงคะแนน ไม่เช่นนั้นให้ลาออกไปเสีย แต่หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าถูกกำหนดบรรทัดฐานมาแล้ว ที่ท่านทำล่าช้าเป็นเหตุให้ศาลฎีการับเรื่องที่มีการฟ้องร้องเกี่ยวกับการวินิจฉัยคุณสมบัติหรือการสมัครผิดกลุ่ม เพราะศาลคงดูแล้วว่าคำร้องนี้ไม่เคยมีการแจ้งคำวินิจฉัย ทำให้ศาลต้องรับเรื่องไป

และเมื่อมติออกมาเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ก็เคยมีคนร้องและร้องก่อนที่กกต.จะประกาศรับรองผล จึงเป็นเหตุว่าคงจะมีการยื่นศาลฎีกาอีก เพื่อให้มีการวินิจฉัยในเรื่องเหล่านี้ เพราะเจตนารมณ์เดิมที่จะให้กกต.สุจริตเที่ยงธรรมถูกทำลายไปหมด ดีเอสไอก็ต้องดำเนินการต่อ ศาลฎีกาที่จะมีการไต่สวนก็จะชี้ให้เห็นว่าที่กกต. พิจารณานั้นไม่ครบถ้วน แล้วยังมีศาลฎีกาอีกที่มองว่าท่านยังไม่ได้แจ้งคำร้องและคำวินิจฉัย ซึ่งจะมีการโต้แย้งกันไปมา

“ยังไม่นับมาตรา 157 สำหรับเสียงข้างมาก ขอให้ตั้งหลักกันให้ดี ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนถูกล้มล้าง เป็นเรื่องของการล้มล้างการปกครอง”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน