นายกฯ ยันครม.ชุดนี้ไม่มีใครหากินผิดกฎหมายเด็ดขาด ไม่ยุ่งเกี่ยว ‘ทุนเทา-ธุรกิจเถื่อน’ ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพสูงมาก ทั้งเสียงหนุนในรัฐสภา-ความสัมพันธ์พรรคร่วม-กองทัพ เป็นจุดแข็งประเทศ
เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 21 ก.ย.2569 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างเป็นประธานการประชุมหารือเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนด้านการต่างประเทศ ทิศทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และการบูรณาการทํางานร่วมกันของทีมประเทศไทย
โดยยืนยันรัฐบาลชุดนี้จริงจังกับการปราบปรามสแกมเมอร์ ธุรกิจผิดกฎหมาย ยาเสพติดทุกรูปแบบ ซึ่งทำมาต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 จนถึงปัจจุบัน โดย 3 เดือนของรัฐบาลก่อนหน้า รวม 7 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ ยึดทรัพย์เครือข่าย สแกมเมอร์ ปัจจุบันมีการยึดทรัพย์ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท
ขอให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลของตนไม่มีใครหากินกับเรื่องพวกนี้เด็ดขาด ไม่มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) คนไหนที่ไปมีความสัมพันธ์กับธุรกิจเทา ธุรกิจเถื่อนทุกรูปแบบ ย้ำว่าไม่มีอยู่ในรัฐบาลชุดนี้ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะประนีประนอมกับผู้กระทำผิดกฎหมาย
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐาน ปรับปรุงมาตรการต่างๆ ทำให้ล่าสุดบริษัทจัดลำดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ ‘Negative’ (เชิงลบ) เป็น ‘Stable’ (มีเสถียรภาพ) และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่ระดับ BBB
สะท้อนทิศทาง และแนวโน้มที่ดีขึ้นของไทยให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ ถือว่าประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานจัดการกับเรื่องดังกล่าวนี้ ที่สถาบันต่างประเทศเป็นผู้ให้การรับรอง จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือนานาชาติ ทั้ง Fitch Ratings , เอส แอนด์ พี , moody’s
“รัฐบาลมีเสถียรภาพในระดับสูงมาก ทั้งเสียงสนับสนุนในรัฐสภา ความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้ง ข้าราชการประจำ และกองทัพ ก็ทำงานร่วมกันอย่างดี ซึ่งปัจจัยความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศ สามารถนำไปสื่อสารสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น และนานาชาติได้” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้แสดงให้นานาชาติได้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของประเทศไทย ในการปราบปรามอาชญากรรมสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบ พร้อมกันนี้ ยังรับทราบข้อห่วงใยถึงปัญหาการพำนักระยะยาวเกินกำหนด ของคนไทยส่วนหนึ่ง ซึ่งไทยพร้อมร่วมมือกับหน่วยราชการญี่ปุ่น และได้มอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ดำเนินการป้องกัน ปราบปรามการกระทำผิดนี้ต่อไป