สว.กอบ ป้อง กกต. ค้านปรับโครงสร้าง เลี่ยงบาลีให้อำนาจประชาชนถอดถอนกกต. ซัดปชน.หรือไม่ ชี้อย่าทำกฎหมายให้เป็นกฎหมู่
วันที่ 21 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา พิจารณารับทราบรายงานการพิจารณาเรื่องรายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่พิจารณาเสร็จแล้ว
พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. อภิปรายรายงานของกมธ.พัฒณาการเมืองฯ ว่าในส่วนของการเสนอให้ประชาชนมีอำนาจถอดถอน กกต. ต้องดูบริบทความเป็นไปได้ อย่าสร้างความแตกแยก
ปัจจุบันเราใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นหลักในการปกครองประเทศ สว.ต้องอ่านให้เข้าใจ มีการกล่าวปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น ต้องรู้ว่าจะใช้รัฐธรรมนูญอย่างไร ที่อ้างประชาชนไม่รู้ เป็นพรรคประชาชนหรือไม่ ซึ่งตนมองว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย จะเลี่ยงบาลีไม่ได้ อย่าทำกฎหมายให้เป็นกฎหมู่ โดยคนที่มีความรู้สูง ต้องมีความคิด จิตใจสูง ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ทั้งนี้ รายงานที่เสนอ ตนมองว่าต้องแก้ไข หากคิดแก้กฎหมาย กกต. กฎหมายเลือกตั้ง ต้องไปเริ่มที่สภาผู้แทนราษฎร นอกจากนั้นควรคำนึงถึงสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ อย่าละเมิดสิทธิบุคคลอื่น
“ต้องให้เกียรติ กฎหมายที่ท่านใช้เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ และขอให้รู้ด้วยว่าคณะบุคคลที่กล่าวถึงนั้น มาตามกฎหมาย รวมถึงกรรมการองค์กรอิสระ คณะสรรหากรรมการองค์กรอิสระ ที่ประธานสรรหา เป็นถึงประธานศาลฎีกา ที่ไม่มีใครไม่ยอมรับ ส่วนพวกท่านที่เป็นองค์คณะทำรายงาน เทียบความรู้ประสบการณ์ได้หรือไม่” พ.ต.อ.กอบ กล่าว
พ.ต.อ.กอบ กล่าวต่อว่า กรณีที่วิจารณ์เรื่องการตรวจสอบการได้มาของสว. ของกกต. โดย กกต.เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายสาขา มีอำนาจ ตามกฎหมาย ทั้งนี้ การตรวจสอบการเลือก สว.ได้ถูกตรวจสอบและไม่ได้ขัดขวาง
ขณะที่ สว.ให้ความร่วมมือทุกเรื่อง ไม่แทรกแซงทั้งทางตรง หรือทางอ้อม ผลเป็นอย่างไร สว.ไม่โวยวายและยอมรับการถูกตรวจสอบ แต่ผู้ที่ออกมาวิจารณ์อย่างหนักหน่วง เพราะผลที่ออกมาไม่ถูกใจ โดยเสียงข้างมากในสำนวนตามกฎหมาย กลายเป็นความไม่ถูกต้อง ส่วนเสียงข้างน้อย พบว่าสังคมชี้นำให้เกิดความไม่เป็นกลางในประเทศ