สภา มีมติเอกฉันท์ ร่างกม.ล้มละลาย ฉบับกมธ.ร่วมแก้ไข ให้บุคคลล้มละลายไม่ต้องพ้นจากข้าราชการ ‘อภิสิทธิ์’ จี้รัฐบาล ออกกฎหมายกลาง แก้ปัญหาลักลั่น ปมมาตรฐานลูกหนี้ล้มละลาย รับราชการ หลังพบให้สิทธิเฉพาะลูกหนี้ล้มละลายเฉพาะผู้ได้อนุมัติแผนฟื้นฟู
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพ.ร.บ.ล้มละลาย ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ร่วมกันของสองสภาฯ พิจารณาแล้วเสร็จ
มีสาระสำคัญคือการยืนยันเนื้อหาของสภาฯ ให้ข้าราชการที่เข้ากระบวนการฟื้นฟูตามกฎหมาย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ยังถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่ต้องพ้นจากการเป็นข้าราชการ หลังจาก วุฒิสภามีการตัดเนื้อหาดังกล่าวออก โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 444 เสียง ต่อ 0 งดลงมติ 1 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
ทั้งนี้ ในการอภิปรายของ สส. ช่วงหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนสนับสนุนให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบทางการเงินสามารถฟื้นฟูตนเองและกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
แต่ในรายละเอียดแล้ว ตนเห็นว่าในมาตราที่แก้ไข ว่าด้วยให้ลูกหนี้ล้มละลายที่เข้าสู่กระบวนการและได้รับการอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการ ไม่ขาดคุณสมบัติรับราชการ แม้ต่อมาจะถูกพิทักษ์ทรัพย์ก็ตาม
โดยกรณีดังกล่าวอาจสร้างปัญหาและเกิดความลักลั่นในระบบราชการ เพราะเท่ากับให้สิทธิ์เฉพาะผู้ล้มละลายที่ได้รับอนุมัติแผนฟื้นฟูเท่านั้น แต่กลุ่มผู้ล้มละลายสุจริตในกรณีอื่นๆ หรือกรณีศาลไม่อนุมัติแผน จะไม่ได้สิทธิ์ดังกล่าว ถือเป็นความลักลั่นและเลือกปฏิบัติ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นในเชิงหลักการ รัฐธรรมนูญและกฎหมายปัจจุบันยังคงจำกัดสิทธิ์ผู้ล้มละลายในบางตำแหน่งราชการ เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับภาระหน้าที่และการดูแลทรัพย์สินของรัฐ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหารัฐบาลต้องมีมาตรฐานกลาง เพื่อแก้ไขเรื่องคุณสมบัติผู้ล้มละลายรับราชการในภายหลัง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและสับสนต่อการบังคับใช้กฎหมาย
“ผมมองว่ารัฐบาลควรตรากฎหมายกลางเป็นการเร่งด่วน โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ต้องผลักดันการออกกฎหมายกลาง ความยาวเพียง 2–3 มาตรา เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายสิบฉบับพร้อมกัน ซึ่งจะครอบคลุมและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ล้มละลายโดยสุจริตทุกคนอย่างเท่าเทียม”นายอภิสิทธิ์ กล่าว