นายกฯ หารือ Jefferies Group LLC บริษัทการเงิน ระดับโลก-นักลงทุน ชั้นนำสหรัฐ ชู ความพร้อมเป็นฐานลงทุน ยัน เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ

25 ก.ย. 69 – ที่ Lever House นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 24 ก.ย. (ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ

หารือกับนักลงทุนกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ร่วมกับบริษัทการเงินของโลก Jefferies Group LLC ซึ่งเป็นบริษัทการเงินและการลงทุนระดับโลก ให้บริการด้านตลาดทุน การซื้อขายหลักทรัพย์ และการบริหารสินทรัพย์ มีเครือข่ายครอบคลุมศูนย์กลางทางการเงินทั่วโลก

จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงนักลงทุนกับโอกาสการลงทุนในตลาดทุนระหว่างประเทศเพื่อการเปลี่ยน โอกาสให้เกิดเป็นธุรกิจจริง เพื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน และให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น

นายกฯ กล่าวเชิญชวนให้ นักลงทุน เข้ามาลงทุนในไทย ว่า ไทย กำลังนำเสนอโอกาสใหม่ และเป็นเหตุผลที่ไทยควรได้รับการพิจารณาจากนักลงทุน โดยนักลงทุนที่เข้ามาดำเนินโครงการใหม่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

เพราะประเทศไทยสั่งสมฐานการผลิต กลุ่มอุตสาหกรรม ระบบคมนาคม และเครือข่ายผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ที่ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลก สามารถใช้ไทยเป็นฐานการดำเนินธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ในประเทศ เพื่อเข้าถึงตลาดในภูมิภาคได้ นอกจากนั้นไทยยังมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ความต้องการระบบจัดเก็บข้อมูล การส่งผ่านข้อมูลที่รวดเร็ว ระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับบริการดิจิทัล กลายเป็นโอกาสสำคัญดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยได้

นายกฯ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทย ยังคงมีเสถียรภาพจากเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยที่แข็งแกร่ง หนี้สาธารณะที่อยู่ภายใต้กรอบเพดานตามกฎหมาย ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงมีพื้นที่ทางการคลังในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก

โดยมีสัญญาณความสนใจการลงทุนอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งแรก มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ สูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องว่า ภาคธุรกิจสนใจและกำลังมองหาโอกาสการลงทุน และประเทศไทยก็เหมาะและพร้อมเปิดรับการลงทุน

นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลยังยินดีต้อนรับการลงทุนในData Center และตระหนักถึงผลกระทบด้านการใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำ จึงมีการทบทวนหลักเกณฑ์ เพื่อดึงดูดโครงการที่มีความเหมาะสม เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ไทยยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดี ทั้งจากการลงทุนที่จะเข้ามาในประเทศไทย และจากบริษัทไทยที่มีความพร้อมลงทุน หน้าที่ของ รัฐบาล คือ การช่วยเปลี่ยนโอกาสดังกล่าวให้เกิดขึ้นเป็นธุรกิจจริง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

ขณะเดียวกันก็เปิดกว้างรับฟังมุมมองจากนักลงทุนว่า เห็นโอกาสด้านใดมากที่สุด รวมถึงข้อกังวลต่าง ๆ เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน