ภราดร เดินหน้า Sandbox “ข้าวสาร-รามบุตรี” จ่อขยายเวลาเปิดบริการ คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย ปิดช่องรับส่วย ลุยแก้กฎหมายสถานบริการ
วันที่ 30 ต.ค. 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมบูรณาการขับเคลื่อนมาตรการ Sandbox ย่านข้าวสารและรามบุตรี เพื่อยกระดับการอนุญาตและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสถานบริการ รวมถึงป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ
โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม. นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ทินกร สมวันดี ผบก.อก.บช.น., พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, ผู้แทน สำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม, สำนักงานเขตพระนคร, กองปราบปรามธุรกิจในภาครัฐ, สำนักเทศกิจ, และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม
นายภราดร กล่าวว่า หลังจากการหารือครั้งก่อน จึงเชิญหน่วยงานต่างๆ มาหาข้อสรุปถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ซึ่งประเด็นสำคัญต้องย้อนกลับไปที่ปัญหาโซนนิ่ง ตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกเมื่อปี 2545 ผ่านมาแล้ว 25 ปีแต่ยังไม่มีการแก้ไข ทำให้พื้นที่ 3 โซน ได้แก่ อาร์ซีเอ พัฒน์พงษ์ และรัชดา ที่กำหนดไว้ในกรุงเทพฯ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทสังคมในปัจจุบัน
ขณะที่พ.ร.บ.สถานบริการ กำหนดให้สถานบริการต้องเปิดในพื้นที่ที่กำหนดไว้เป็นโซนนิ่งเท่านั้น เมื่อพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในเขตโซนนิ่ง จึงไม่สามารถขออนุญาตเป็นสถานบริการได้ ส่งผลให้สถานประกอบการจำนวนมากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดไม่สามารถขออนุญาตเป็นสถานบริการได้อย่างถูกต้อง
ที่ประชุมทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะยาว โดยกรมการปกครองได้ยกร่างพ.ร.บ.สถานบริการไว้แล้ว รวมถึงพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยที่เสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถานบริการเช่นกัน แต่กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลานานจึงต้องพิจารณามาตรการระยะสั้นควบคู่กันไป
ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจะเสนอให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พิจารณาขยายเวลาเปิดให้บริการในพื้นที่ Sandbox
นอกจากนี้ที่ประชุมหารือถึงความเป็นห่วง 3 มิติ ได้แก่ มิติเศรษฐกิจ ความปลอดภัยและกฎหมาย โดยมิติเศรษฐกิจ หลังเกิดเหตุการณ์ ok bar ส่งผลให้ร้านอาหารไม่สามารถเปิดเกินเที่ยงคืนได้ เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนพื้นที่ถนนข้าวสารก็เงียบลง สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายที่มีอยู่ไม่ตอบโจทย์สภาพสังคมในปัจจุบัน ทั้งที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา
ส่วนมิติความปลอดภัย กทม.และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ร่วมกันสำรวจสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการในกรุงเทพฯ พบว่ามีมากกว่า 1,000 แห่ง โดยมีสถานประกอบการส่วนหนึ่งเข้าร่วมตรวจสอบตามเช็กลิสต์ 17 ข้อ เพื่อประเมินมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งมีบางส่วนดำเนินการเรียบร้อยแล้วขณะที่บางแห่งยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
ดังนั้น ร้านอาหารหรือสถานประกอบการที่จะได้รับอนุญาตให้ขยายเวลาเปิดให้บริการในพื้นที่ Sandbox จะต้องผ่านการตรวจสอบตามเช็กลิสต์ทั้ง 17 ข้อด้วย
สำหรับมิติด้านกฎหมาย เมื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในพื้นที่ Sandbox ให้ชัดเจนจะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมายมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนขึ้น และเชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ตามที่เคยเป็นข่าวได้
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมอบหมายให้ ป.ป.ท.ในฐานะเลขานุการการประชุมไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางดำเนินการ เช่น การออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อขยายเวลาเปิดร้าน หรือการหารือกับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจะกลับมารายงานความคืบหน้าและหารือแนวทางเพิ่มเติมภายใน 15 วัน
ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการแบ่งพื้นที่เป็นโซนสีเขียว สีเหลือง และสีแดง ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วน นายภราดร กล่าวว่า ในพื้นที่ข้าวสารซึ่งกำหนดเป็น Sandbox กทม. และบชน. ได้ลงพื้นที่สำรวจสถานประกอบการกว่า 30 แห่ง พบว่ามีสถานที่ที่ได้รับอนุญาตเป็นสถานบริการอย่างถูกต้องเพียง 4 แห่ง ส่วนที่เหลือเป็นสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ
จึงต้องหาแนวทางให้ทั้ง 3 มิติเดินหน้าไปด้วยกัน ทั้งมิติเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และนักท่องเที่ยวยังสามารถใช้พื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ ได้ ขณะเดียวกันมิติความปลอดภัยสถานประกอบการที่ผิดพ.ร.บ.ควบคุมอาคารหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยจะต้องดำเนินการให้ผ่านเช็กลิสต์ 17 ข้อของ กทม.
หากไม่สามารถดำเนินการให้เรียบร้อยก็ไม่สามารถเปิดสถานบริการต่อไปได้ โดยเมื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้แล้วผู้ประกอบการก็ต้องดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและประชาชน รวมถึงดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย
ส่วนความคืบหน้าการเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนั้น นายภราดร กล่าวว่า การดำเนินการแบ่งเป็น 2 ส่วนคือการดำเนินการทางวินัย ซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ส่วนการดำเนินคดีอาญาเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ท.ที่ต้องดำเนินการไต่สวนเบื้องต้นและดำเนินการตามขั้นตอน โดยทั้งสองส่วนได้เริ่มดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างกระบวนการ
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้รับฟังเสียงผู้ประกอบการว่ามีความเห็นอย่างไรต่อมาตรการดังกล่าวหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ผู้ประกอบการเพิ่งเข้ามาพูดคุยและยื่นหนังสือให้ตนเองที่รัฐสภา โดยผู้ประกอบการมีความเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจ เนื่องจากเมื่อเกิดปัญหาขึ้นเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ภายใต้กฎหมายที่กำหนด ทำให้หลังเที่ยงคืนร้านค้าแต่ละแห่งไม่สามารถเปิดให้บริการต่อได้
นายภราดร กล่าวว่า ได้ชี้แจงกับผู้ประกอบการว่าหากมีโอกาสดำเนินมาตรการ Sandbox เพื่อขยายเวลาเปิดให้บริการก็ต้องแลกกับการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและสถานที่ รวมถึงการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เชื่อว่าผู้ประกอบการสามารถยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวได้
นายภราดร กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะหารือกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดต่อเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการได้พร้อมระบุว่าจะนำข้อสรุปจากที่ประชุมไปหารือกับผู้ประกอบการอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมาตรการ Sandbox ถนนข้าวสารประสบความสำเร็จจะสามารถขยายไปยังพื้นที่ใดต่อไปได้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่าปัญหาหลักของกรุงเทพฯ คือเรื่องเวลาในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งยังเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ จึงจำเป็นต้องทดลองในพื้นที่ขนาดเล็กที่สามารถควบคุมความปลอดภัยได้ก่อน
หากสามารถควบคุมความปลอดภัยและแก้ไขข้อกังวลของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยของประชาชนได้ก็เชื่อว่าจะมีโอกาสขยายมาตรการไปยังพื้นที่รอบนอกมากขึ้น โดยพื้นที่ Sandbox จะเป็นพื้นที่ตัวอย่างที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อประเมินผลว่าการขยายเวลาเปิดให้บริการและการดำเนินมาตรการต่าง ๆ จะเกิดผลอย่างไร
นายภราดร กล่าวถึงปัญหาโซนนิ่งว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไข โดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกเมื่อปี 2545 กำหนดพื้นที่ที่สามารถเปิดสถานบริการในกรุงเทพฯ ไว้เพียง 3 แห่ง ส่วนพื้นที่อื่นไม่สามารถเปิดสถานบริการได้
“ทั่วประเทศมี 22 จังหวัดที่ไม่ขอให้มีพื้นที่ที่สามารถเปิดสถานบริการได้ คือไม่มีโซนนิ่ง 1 ใน 22 จังหวัด มีจังหวัดปทุมธานีด้วย เมื่อดูความเป็นจริงวันนี้ที่ จ.ปทุมธานี เชื่อว่าเป็นอันดับต้นๆ ที่มีสถานที่คล้ายสถานบริการ จึงไม่สอดคล้องระหว่างตัวกติกากับสถานะความเป็นจริงในปัจจุบัน”
นายภราดร กล่าวต่อว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทบทวนกฎหมายทั้งหมดทั้งระบบ ขณะนี้กรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบกฎหมายดังกล่าวได้ยกร่างแก้ไขไว้แล้ว ขณะที่ในสภามีผู้เสนอร่างกฎหมายเข้ามาอีก 2 ร่าง ทุกฝ่ายเห็นถึงความสำคัญและความล้าหลังของกฎหมายและจะเดินหน้าแก้ไขต่อไป