อรรถจักร์ อัด ‘โสภณ’ ทำผิดจริยธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยอย่างรุนแรง ชี้ผู้มีอำนาจต้องถูกตรวจสอบได้

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2569 นายอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ว่า นายโสภณได้ร่วมกระทำผิดจริยธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยอย่างรุนแรง

เพราะจริยธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่นักการเมืองแสดงตัวเป็น “คนดี” เท่านั้น หากแต่ต้องมีจริยธรรมกำกับว่า ผู้มีอำนาจต้องยอมรับว่าตนเองสามารถถูกตรวจสอบ ถูกโต้แย้ง และถูกจำกัดอำนาจได้ด้วย

นายอรรถจักร์ กล่าวว่า กล่าวอีกนัยหนึ่ง จริยธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ต้องหมายถึงการยอมรับความชอบธรรมของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับตนเอง และยอมรับสิทธิของผู้อื่นในการตรวจสอบอำนาจของตน เพราะการตรวจสอบไม่ใช่อุปสรรคของการใช้อำนาจ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การใช้อำนาจมีความชอบธรรม

หากสถาบันการเมืองยังคงรูปแบบ และกระบวนการตามกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ครบถ้วน แต่กลไกที่เปิดโอกาสให้ตรวจสอบอำนาจกลับทำงานได้ยากขึ้น เราจะอธิบายความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร ตนคิดว่านี่คือการเปลี่ยนกระบวนการทางประชาธิปไตย ให้กลายเป็นเครื่องมือจำกัดอำนาจของประชาธิปไตยเอง

นายอรรถจักร์ กล่าวว่า การกล่าวอ้างเพียงความถูกต้องตามกฎเกณฑ์ อันหมายถึงการใช้อำนาจโดยอาศัยกฎหมาย ข้อบังคับ หรือระเบียบที่ให้อำนาจไว้นั้น อาจฟังดูมีเหตุผล

แต่ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมีหลักการสำคัญเพิ่มเติมว่า การใช้อำนาจต้องรักษาหลักการพื้นฐานที่ทำให้ประชาธิปไตยดำรงอยู่ได้ เช่น การตรวจสอบถ่วงดุล ความรับผิดรับชอบต่อสาธารณะ และสิทธิของเสียงข้างน้อยในการตรวจสอบเสียงข้างมาก

ดังนั้น การกระทำอย่างหนึ่งอาจอ้างว่าถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นการใช้อำนาจที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาธิปไตยหรือไม่

นายอรรถจักร์ กล่าวว่า ประธานรัฐสภา และสมาชิกพรรคภูมิใจไทยควรทำความเข้าใจให้ได้ว่า กฎหมายกำหนดขอบเขตของอำนาจ แต่จริยธรรมทางการเมืองกำหนดว่าเราควรใช้อำนาจนั้นอย่างไร

การเปลี่ยนกระบวนการทางประชาธิปไตยให้กลายเป็นเครื่องมือจำกัดอำนาจของประชาธิปไตยในลักษณะที่ท่านและพวกของท่านกำลังทำอยู่นี้ จึงเป็นการละเมิดจริยธรรมทางการเมืองอย่างยิ่ง และกำลังทำลายจริยธรรมประชาธิปไตยของสถาบันการเมืองไปพร้อมกัน โดยทำให้การไม่ยอมรับการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นเรื่องปกติทางการเมือง

นายอรรถจักร์ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งก็คือ เมื่อการไม่ยอมรับการตรวจสอบกลายเป็นเรื่องปกติ ผู้มีอำนาจในอนาคต ก็อาจถือว่าตนเองมีสิทธิหลีกเลี่ยงการตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน จนกระทั่งการไม่ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจกลายเป็นบรรทัดฐานของระบบการเมือง

นี่คือการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยจากภายใน เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ถูกทำลายได้ด้วยการยกเลิกสถาบันประชาธิปไตยเท่านั้น หากยังอาจถูกทำลายด้วยการทำให้สถาบันเหล่านั้นไม่สามารถทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของประชาธิปไตยได้อีกต่อไป หากยังรักสังคมไทย ก็อย่าทำลายระบอบประชาธิปไตยให้มากไปกว่านี้เลย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน