นิกร ชี้ มติกมธ.กฎหมาย 7-0 ใช้ม.13 เรียก นายกฯ อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปมอธิบดีกรมการปกครองไม่แจง อาจตีความเกินขอบเขต เตือนเสี่ยงผิดจริยธรรม ย้ำใช้อำนาจ ต้องมีหลักฐานชัดเจน

8 พ.ย. 69 – นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติ 7 ต่อ 0 เสียง ให้ดำเนินการตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียก พ.ศ.2568 ต่อ นายกรัฐมนตรี

ตามที่กล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้สั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงต่อกมธ.ฯ ว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายและอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ.2563

นายนิกร กล่าวต่อว่า เรื่องนี้มีประเด็นสำคัญคือ ข้อเท็จจริงปรากฏว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ประสานอธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงต่อกมธ.ฯ แล้ว แต่อธิบดีไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ เนื่องจากติดภารกิจช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย และได้มีหนังสือชี้แจงเหตุจำเป็นดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม

ดังนั้น จึงมีข้อสงสัยว่าการไม่เข้าร่วมประชุมของอธิบดีเป็นเหตุจำเป็นที่สมควร หรือเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำเรียกของกมธ. ซึ่งการนำเหตุที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมมาเป็นข้อสรุปว่าผู้บังคับบัญชาไม่ได้สั่งการ อาจเป็นการตีความเกินขอบเขตและไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอรองรับ

“ผมเห็นว่า การใช้มาตรา 13 แห่งพ.ร.บ.อำนาจเรียก พ.ศ.2568 ต้องดำเนินการโดยเคร่งครัด และต้องตรวจสอบให้ครบถ้วน ทั้งขั้นตอนการประชุม การมีมติเรียก การออกหนังสือเรียก การแจ้งเหตุจำเป็น ตลอดจนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสั่งการของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ

โดยเฉพาะมาตรา 7 และมาตรา 8 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกบุคคลและกรณีที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ส่วนมาตรา 13 เป็นมาตรการที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร จึงไม่ควรใช้ดุลพินิจโดยตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้บังคับบัญชาละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ” นายนิกร กล่าว

นายนิกร กล่าวต่อว่า การลงมติของกรรมาธิการอาจมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 โดยเฉพาะข้อ 9 ที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยเคร่งครัด

ข้อ 11 ที่กำหนดให้ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม ปราศจากอคติ ข้อ 12 ที่กำหนดให้เคารพสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่ใช้วาจาหรือการกระทำในลักษณะดูหมิ่น ใส่ร้าย หรือหมิ่นประมาท รวมถึงมาตรา 12 แห่งพรบ.อำนาจเรียก ซึ่งกำหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตของกรรมาธิการ จะต้องรับผิดทางจริยธรรม

นายนิกร กล่าวอีกว่า คณะกรรมาธิการเป็นกลไกสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การใช้อำนาจจึงต้องเป็นไปด้วยความเป็นกลาง สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้

ไม่ควรนำกลไกของสภาไปใช้สร้างแรงกดดันหรือเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสภาผู้แทนราษฎร และความไว้วางใจของประชาชน

นายนิกร กล่าวด้วยว่า ตนไม่ได้คัดค้านการตรวจสอบรัฐบาล และสนับสนุนอำนาจของคณะกรรมาธิการในการเรียกบุคคล หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาชี้แจงตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่เห็นว่าการใช้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานรองรับ และต้องดำเนินการด้วยความเป็นธรรม

เพราะหากกรรมาธิการ ใช้อำนาจไม่ถูกต้อง หรือไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขของกฎหมาย ผู้ที่ร่วมลงมติอาจต้องรับผิดตามกฎหมายและมาตรฐานทางจริยธรรมเช่นกัน ย้ำว่าหลักสำคัญของการปกครองในระบอบนิติรัฐคือ ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน