‘พรเพชร’สั่งสนช.เตรียมพร้อมประชุมนัดพิเศษ 1-2 ธ.ค. ห้ามลาเด็ดขาด กรธ.เตรียมนำผลเวทีฟังความเห็นร่างกฎหมายลูก 4 จังหวัดเข้าที่ประชุม 23 พ.ย.นี้ ยันไม่ใช่ทำเป็นพิธี แต่ความเห็นขัดแย้งต้องยึดเนื้อหาร่างรธน. ‘มาร์ค’ไม่หนุนโทษประหารนักการเมืองซื้อขายตำแหน่ง แต่ไม่ขัดกรธ. เพิ่มโทษรุนแรง ‘เสี่ยอ้วน’จี้เซ็ตซีโร่องค์กรอิสระ เหน็บกกต.อย่ายึดติดอำนาจ ‘ปู’ชี้โครงการแก้ปัญหาข้าวใช้ชื่ออะไรก็ได้ ขอเพียงช่วยชาวนาได้ ลั่นลุยสู้คดีจ่ายเงินจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้านถึงที่สุด อนุฯป.ป.ช.จ่อชงยึดทรัพย์ ‘สุพจน์ ทรัพย์ล้อม’อีก 46 ล้าน

กรธ.จ่อถกผลรับฟังความเห็น

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. นายธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ จะนำความเห็นของประชาชนที่เข้าร่วมเวทีรับฟังความเห็นร่างพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรค การเมืองใน 4 จังหวัด คือ ชลบุรี เชียงราย อุบลราชธานี และสุราษฎร์ธานี เสนอต่อที่ ประชุมกรธ.เพื่อนำไปพิจารณาประกอบการยกร่างกฎหมายลูกต่อไป ซึ่งอนุกรรมการฯ เตรียมทำข้อสรุปทั้งประเด็น ซึ่งเป็นสาระสำคัญและความเห็นทั้งหมดของประชาชน

อย่างไรก็ดียอมรับว่า ความเห็นของประชาชนทุกความคิดเห็นไม่สามารถบัญญัติเป็นกฎหมายได้ทั้งหมด เพราะบางประเด็นเป็นความเห็นที่ขัดแย้ง เช่น ข้อเสนอให้เก็บค่าสมัครสมาชิกพรรคการเมือง ที่มีทั้งผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ดังนั้น กรธ.ต้องเลือกหรือหาข้อยุติทางใดทางหนึ่ง เพราะหลักของกฎหมายไม่สามารถเขียนให้ละเว้นเฉพาะส่วนหรือกระทำเฉพาะส่วนได้ เป็นต้น แต่ยืนยันว่าที่ประชุมกรธ. จะนำความเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนไปพิจารณาประกอบแน่นอน ไม่ใช่ทำเป็นพิธีเท่านั้น แต่ความเห็นที่เป็นความขัดแย้ง หรือมีหลายทาง กรธ.ต้องยึดตามเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเป็นหลัก เพื่อไม่ให้กฎหมายประกอบขัดกับรัฐธรรมนูญ และก่อนการเลือกความเห็นไปเขียนกฎหมาย กรธ.จะวิเคราะห์ผลดี ผลเสียอย่างรอบด้าน

‘มาร์ค’ไม่ขัดข้องโทษประหาร

ที่เต็นท์มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายบัณฑิต ศิริพันธ์ุ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นางรัชฎาพร แก้วสนิท อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.อาภรณ์ รองเงิน ผอ. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมแจกพันธุ์ข้าวจำนวน 3,000 ถุง และเครื่องดื่มให้กับประชาชนที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริเวณท้องสนามหลวง โดยมีประชาชนมารอรับเข้าคิวเป็นจำนวนมาก

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรธ.ได้ยกร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่มีการเพิ่มโทษประหารชีวิตนักการเมืองเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองว่า ตนไม่ขัดข้องในการเพิ่มโทษ แต่โดยส่วนตัวไม่สนับสนุนโทษประหารชีวิตอยู่แล้ว ที่สำคัญคือปัญหาที่ผ่านมาอยู่ที่เรื่องการบังคับใช้กฎหมายมากกว่า นั่นคือจะสามารถหาหลักฐานมาดำเนินการจัดการกับคนที่กระทำผิดในเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้จะเป็นยาแรงในการต่อต้านการทุจริตหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรายังไม่ทราบจนกว่าจะพยายามบังคับใช้กฎหมาย แต่เชื่อว่าระบบการคัดเลือกคนหรือการแต่งตั้ง ถ้าทำให้มีความโปร่งใสหรือสามารถตรวจสอบได้และมีความเข้มงวดในเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามต่างๆ ให้มากขึ้น จะเป็นแนวทางที่ง่ายที่สุด เพราะเรื่องแบบนี้ที่ผ่านมาเราพูดกันว่ามีเยอะมาก แต่การจับหรือพิสูจน์กันได้นั้นมันน้อย ดังนั้นการเพิ่มโทษจึงยังไม่สามารถแก้ปัญหาตรงนั้นได้

หนุนลดอิทธิพลทุนการเมือง

ต่อข้อถามว่า กรธ.ได้เปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็น ทางพรรคประชาธิปัตย์จะมีช่องทางหรือจะส่งความคิดเห็นไปอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทุกครั้งที่ผู้เกี่ยวข้องจัดทำกฎหมายและขอความเห็นหรือวิธีการรับฟังความคิดเห็นเราก็ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด แต่บางเรื่อง เช่น กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้ง ก็ระมัดระวังเพราะคิดว่าเราเป็นผู้มีส่วนได้เสีย กลัวจะถูกมองว่าจะเข้าไปเพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือไม่

ส่วนแนวทางที่มีคนทักท้วงไปก็ควรรับฟังให้มาก แต่คงไม่เรียกร้องอะไรเพราะเมื่อมีการปฏิรูปมันก็ควรมีการเปลี่ยนแปลง ไม่เช่นนั้นก็ปฏิรูปไม่ได้ แต่พร้อมที่จะให้ข้อมูลว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร เพราะเราเป็นผู้ปฏิบัติ เราจะบอกได้ว่าเรื่องนี้เคยแก้ไขหรือเคยทดลองมาแล้วและเกิดผลอย่างไร อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางกรธ.ยังไม่มีการประสานมา แต่ตอนที่ทำรัฐธรรมนูญมีการเขียนชัดเจนว่าแนวทางที่จะลดอิทธิพลของทุนทางการเมืองอะไรที่ทำให้พรรคการเมือง มีความเป็นสถาบัน มีการมีส่วนร่วมทั้งของสมาชิกและประชาชนให้มากที่สุด พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนอยู่แล้ว เพราะต้องการให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันจริงๆ เหมือนกับในอารยประเทศ

‘เสี่ยอ้วน’ไล่กรธ.ไปอบรมใหม่

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า แนวคิดการลงโทษประหารชีวิตผู้ซื้อขายตำแหน่งที่จะมีใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมืองนั้น เป็นการวางกฎเกณฑ์กติกาที่ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม เรื่องการประหารชีวิตจะต้องเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ทุกวันนี้ประเทศต่างๆ พยายามยกเลิกโทษประหารชีวิตเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นการที่เอาคนเพียงไม่กี่คน มาเป็นผู้วินิจฉัยความถูกผิดตามความทัศนะเชื่อของตนแล้วจะใช้การประหารชีวิตตัดสินนั้น เป็นวิธีคิดที่ก้าวไม่ทันโลก ซึ่งคนที่มีแนวคิดนี้คงต้องไปอบรมแนวคิดเรื่องกระบวนการยุติธรรมใหม่ น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

ส่วนการเซ็ตซีโร่องค์กรอิสระนั้น ตามหลักการเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ก็ควรยึดหลักการของรัฐธรรมนูญใหม่เป็นหลัก แต่เวลานี้หลักการที่ดำเนินอยู่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามกระบวน การที่ควรจะเป็น ตั้งแต่การเริ่มต้นยกเลิกรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระทั้งหลายควรยกเลิกไปด้วย แต่ก็ยังดำเนินการอยู่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีกฎกติกาดำเนินการอย่างไร เมื่อไม่ชัดเจนจะมีปัญหาว่าจะใช้อะไร ให้องค์กรใดอยู่ องค์กรใดไป ถ้าหลักการที่ดีควรเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด วางหลักการให้ชัดเจน มีกระบวนการที่เหมาะสมให้ทุกอย่างดำเนินการไปได้ และต้องมีเหตุผลที่จะดำเนินการ

เย้ยกกต.อย่ายึดติดอำนาจ

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ส่วนข้อเสนอเพิ่ม จำนวนกกต.อีก 2 คนจากเดิม 5 คนนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาของประเทศ กกต.จะมีกี่คนก็ได้ เพราะบางประเทศมีเพียง 1-2 คนก็ทำงานได้ แต่ปัญหาของประเทศ คือมีระบบที่จะทำให้เขาสามารถทำหน้าที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ให้คนกลุ่มใหญ่รับรู้ เข้าใจไม่เกิดความระแวง ไร้ข้อโต้แย้งจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า

ส่วนกรณีที่กรรมการองค์กรอิสระบางคนไม่พอใจการกำหนดคุณสมบัติและข้อจำกัดของการดำรงตำแหน่งนั้น สิ่งที่กรธ.และกกต.กำลังถกเถียงอยู่ ยังไม่ได้นำหลักการมาวางให้ชัดเจน เวลานี้ต่างฝ่ายต่างทำตามอำเภอใจและความเชื่อของตนเป็นหลัก เมื่อเอาความเชื่อตนเป็นหลัก ไม่มีความเชื่อกลางที่เหมาะสมที่เป็นหลักพื้นฐาน ก็ตอบไม่ค่อยได้ว่าส่วนไหนควรอยู่ ส่วนไหนควรไป ก็จะมีปัญหา อย่าง กกต.เวลาอยากรีเซ็ตพรรคการเมืองก็พูดง่าย แต่เมื่อถึงเวลาตัวเองจะโดน จะได้เข้าใจหัวอกคนที่ถูกรีเซ็ตได้ดีขึ้นบ้าง ความจริงแล้วอย่ายึดติดกับตำแหน่งอำนาจ และอย่ายึดแต่ว่าตัวเองมีอำนาจจะไปกำหนดใครโดยเข้าใจหรือไม่เข้าใจความเป็นจริง ถ้าหากจะมีความเสียหายจากการจัดกระบวนการก็ควรวางระบบให้มีความต่อเนื่อง

ค้านยุบกกต.จังหวัด

ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่กรธ.มีแนวคิดจะยุบกกต.ระดับจังหวัด และให้มีผู้ตรวจการการเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่แทนว่า หากเป็นตามนี้จริงเชื่อว่าเกิดความโกลาหลขึ้นอย่างแน่นอน ตนมองว่าไม่สมควรและไม่เหมาะสม ไม่อยากให้ กรธ.คิดแต่เรื่องความประหยัดโดยไม่ดูถึงประโยชน์เป็นหลัก ต้องไม่ลืมว่า กกต.จังหวัดมาจากการสรรหาเช่นเดียวกัน คนกลุ่มนี้รู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี อีกทั้งไม่ได้ดูแลแค่การเลือกตั้ง ส.ส.เท่านั้น แต่ดูแลการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรยุบ กกต.จังหวัดทิ้ง

ส่วนที่ กรธ.มองว่า กกต.จังหวัดอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของการนักการเมืองในพื้นที่นั้น ไม่เป็นความจริง ตนเป็นส.ส.เชียงรายมานาน ยังไม่เคยเห็น กกต.จังหวัดเชียงรายสักคนเลย มองว่า กกต.จังหวัดจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า ผู้ตรวจการการเลือกตั้ง เพราะคนกลุ่มนี้ทำงานมาต่อเนื่อง มีประสบการณ์ มีองค์ความรู้ในด้านกฎหมาย รู้จักพื้นที่รู้จักผู้คน น่าจะดีกว่าเอาคนใหม่ๆ ที่แปลกหน้า เข้ามาทำหน้าที่ ต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ แค่เข้ามาในพื้นที่ก็คงหลงแย่แล้ว อย่าคิดว่าการเอาคนจากส่วนกลางเข้ามาจะดีเสมอไป เชื่อว่าปัญหาคงไม่ได้เกิดขึ้นในทุกจังหวัด เพียงแค่ปรับปรุงการทำหน้าที่ของ กกต.จังหวัดให้มีความกระชับขึ้น

‘นิกร’แนะเลิกซดกันกลางสนาม

นายนิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยกกต. ของกรธ. ว่า กกต.ไม่ต้องส่งร่างตุ๊กตาของตัวเองมาให้กรธ.เเล้ว เพราะต่อให้ร่างดีอย่างไร คงไม่เหมาะสมเนื่องจากมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเกี่ยวพันอำนาจตนเองทั้งสิ้น ควรปล่อยให้กรธ.เป็นผู้ร่างหลัก แล้วกกต. คอยวิจารณ์ ติติง ชี้เเนะข้อบกพร่อง อาจไปเสนอเเนะในชั้นการร่างกฎหมายลูกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรืออาจไปสู้ในชั้นอื่นๆที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ก็ได้ เพราะเดี๋ยวจะเกิดภาพทะเลาะเถียงกันผ่านสื่อไม่จบสิ้น

ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ต่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ออกมาปราม คงช่วยไม่ได้ จะทำให้ขั้นตอนกฎหมายลูกจะล่าช้าไปเปล่าๆ อย่าซดกันกลางสนามให้อยู่ตรงข้ามมีเน็ตกั้นกลางยืนเซ็ตความเห็นคนละฝั่งเพื่อเลี่ยงปะทะจะดีกว่า เดี๋ยวจะกลายเป็น ศึกตะลุมบอนล็อบบี้อยากเอาชนะกันจน เสียหายทั้งหมด

‘ปู’ทำบุญตักบาตร

เมื่อเวลา 07.15 น. ที่วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวิชาญ มีนชัยนันท์ และนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ร่วมทำบุญตักบาตรและถวายสังฆทานเพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เข้า สักการะพระครูอุดมจารุวรรณ เจ้าอาวาสวัดบำเพ็ญเหนือ โดยเจ้าอาวาสได้มอบเข็มกลัดรัชกาลที่ 9 เป็นที่ระลึกให้ด้วย นอกจากนี้ยังได้ถวายสังฆทาน พร้อมทั้งกล่าวพระบรมราโช วาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2538 ความว่า สังคมใดก็ตามถ้ามีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ด้วยความมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน สังคมนั้นย่อมเดินไปด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ มีความร่มเย็นเป็น สุขน่าอยู่ จากนั้นได้นำกล่าวคำถวายภัตตาหารและใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์จำนวน 6 รูป

ดีใจทุกฝ่ายช่วยชาวนา

น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทุกภาคส่วนออกมาให้ความช่วยเหลือชาวนาเพิ่มขึ้นว่า น่ายินดีที่ทุกฝ่ายตื่นตัวช่วยเหลือชาวนา เพราะชาวนาเดือดร้อนมานานแล้ว การช่วยกันคนละนิดคนละหน่อยดีกว่าไม่ช่วยเหลืออะไรเลย ส่วนมาตรการการช่วยเหลือของรัฐบาลตนมองว่ารัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือภาคการเกษตรอยู่แล้ว เพราะวันนี้มีปัญหาเรื่องราคาสินค้าตกต่ำ หากไม่มีมาตรการออกมาช่วยเหลือ ชาวนาจะได้รับผลกระทบ

ผู้สื่อข่าวถามถึงภาระหนี้สินของเกษตรกรที่มีการพักหนี้ แต่ไม่พักดอกเบี้ย จะมีข้อเสนอแนะไปถึงผู้มีอำนาจอย่างไรบ้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า การช่วยเหลือเกษตรกรอยากให้ช่วยทั้งระบบ ต้องมองว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ การพักหนี้อย่างเดียวแต่ไม่มีมาตรการช่วยเหลือก็จะไปไม่ได้

ไม่สนใช้ชื่อโครงการอะไร

ต่อข้อถามว่าพล.อ.ประยุทธ์ ไม่อยากให้เรียกโครงการช่วยเหลือชาวนาของรัฐบาลว่าจำนำยุ้งฉาง แต่อยากให้เรียกว่าชะลอการขายข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตรงนี้เป็นความต่างในเรื่องของชื่อ แต่ตนมองว่าไม่ว่าจะเรียกอะไร จุดประสงค์คือการช่วยเหลือชาวนา วัตถุประสงค์ของรัฐก็ไม่ได้มุ่งค้ากำไรกับชาวนา และเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องช่วยและเป็นนโยบายสาธารณะ

เมื่อถามถึงความคืบหน้ากรณีการขอทุเลา คำสั่งศาลปกครองต่อศาลปกครอง ให้ชะลอการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่ขอลงในรายละเอียด ขณะนี้ทีมทนาย ความศึกษา หารือเรื่องนี้อยู่ แต่ยืนยันว่าจะต้องทำตามกรอบสูงสุดที่กฎหมายให้ไว้ หากมีรายละเอียดและขั้นตอนที่ชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว จะเรียนให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ส่วนกรณีที่ยืน คำคัดค้านไปทุกหน่วยงานแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับนั้น เราก็ต้องทำ หากไม่ทำถือว่าไม่ได้ใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรม แต่หากจะให้เป็นธรรมควรจะต้องรับทุกข้อร้องเรียนไว้พิจารณาอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน